แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนังที่ผมชอบ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนังที่ผมชอบ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2557

Flight ผ่าวิกฤตเที่ยวบินระทึก

ตอนที่ผมเห็นแผ่นปิดหนังที่ร้านวีดีโอ เหตุผลแว๊ปแรกที่ผมตัดสินใจเลือกเช่าเรื่องนี้ คงเป็นเพราะพี่เดนเซล วอชิงตัน นักแสดงนำของเรื่องเป็นแน่แท้..
ส่วนตัวชื่นชอบบทบาทการแสดง ส่วนรวมคิดว่าได้ดาราดังคุณภาพคับแก้วระดับนี้ คุณภาพหนังคงไม่มีที่จะเป็นสองรองใคร 
เดิมทีผมคิดว่าหนังเรื่องนี้จะออกแนวแอ๊กชั่น มีฉากบู๊มันส์ ให้ได้ลุ้นกันตลอดทั้งเรื่อง แต่ที่ไหนได้กลับกลายเป็นหนัง ดราม่าหนักๆ ที่แฝงประเด็น(เครียดๆ)ให้คิด ใครที่ชอบหนังชีวิตแนวนี้ บ่ตงครับว่าไม่ผิดหวัง

Flight เป็นเรื่องราวของของ "วิป วิทเทคเกอร์" กัปตันผู้มีฝีมือขับเครื่องบินขั้นเทพ เพราะสามารถนำเครื่องบินที่กำลังจะตก ลงจอดได้ราวกับปาฏิหารย์ด้วยวิธีการบังคับเครื่องที่แหวกแนว ทำให้สามารถช่วยชีวิตผู้คนบนเครื่องส่วนใหญ่ให้รอดตายได้ เสียชีวิตไปแค่ 6 จากจำนวนทั้งหมด 102 คน 

เครื่องบินตกและมีคนรอดตายเยอะขนาดนี้ ย่อมเป็นข่าวใหญ่ที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน ว่าเป็นเพราะฝีมือ ของกัปตันที่สามารถช่วยชีวิตผู้โดยสารไว้ได้ แต่ก็ยังมีคำถามอีกหลายข้อถึงสาเหตุที่ทำให้เครื่องบินตก ซึ่งต้องพิสูจน์ให้แน่ชัด ในขณะที่ข่าวกำลังออกไปยกย่องเชิดชูให้เขาให้เป็นเยี่ยงวีรบุรุษ แต่ในด้านการสืบสวนหาสาเหตุของความผิดพลาด ทีมงานเริ่มพบเงื่อนปมบางอย่าง ที่พาไปสู่ความจริงที่แสนเจ็บปวดซึ่งเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมด้านมืดที่ชั่วร้าย แม้เขาจะมั่นใจว่าปัญหาพฤติกรรมส่วนตัวของเขาบางอย่างไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตกของเครื่องบิน พอๆกับความเชื่อว่าสิ่งที่เขาตัดสินใจทำนั้นมีส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้คนบนเครื่องส่วนใหญ่รอดตาย

เขามีความเชื่อมั่นในความคิดของตนเองว่าเขาสามารถเอาอยู่ได้ในทุกเหตุการณ์ แม้ว่าเขาจะมีด้านมืดที่เลวร้าย ผู้คนน่าจะสนใจความจริงที่ว่า เพราะเขาจึงสามารถช่วยชีวิตคนได้มากมาย ทำไมกฏหมายจึงะมาจ้องเล่นงานในพฤติกรรมที่เป็นด้านลบของเขา..

ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดนำไปสู่การตัดสินใจของเขาต้องเลือกตัดสินใจว่า จะโกหกเพื่อให้ตนเองรอดคุก หรือพูดความจริงที่เกิดขึ้น 

เพราะ.. ผลที่จะตามมาจากการตัดสินใจของเขา
อยู่บนเส้นแบ่งบางๆระหว่างการเป็นวีรบุรุษกับการถูกจำคุกคุกตลอดชีวิต..

และหนังเรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ช่วยยืนยันว่า
การดื่ม  "สุรา.." นำมาซึ่งปัญหาอื่นๆอีกมากมาย


วันเสาร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2557

เถียนมีมี่ 3650 วัน รักเธอคนเดียว

"โชคชะตา" ชอบเล่นตลกกับ "ความรัก"

ม..
ยืนเลือกดูแผ่นหนังเก่าๆ ที่บูท B2S ที่มาเปิดเลหลังสินค้า Sale กันตั้งแต่ 20-50 เปอร์เซนต์ที่เซนทรัลพลาซ่า สาขาพิษณุโลก เผื่อว่าจะเจอหนังน่าสะสมบางเรื่องที่อยากได้
แผ่นละ 39 บาท 3 แผ่น 99 บาท เป็นราคาตลาดที่เลขสวย ถ้าได้หนังที่ถูกใจผมควักจ่ายโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย 

มีหนังหลายเรื่องที่เคยดู และไม่เคยคิดอยากจะหยิบมาดู

เป็นเหมือนผมกันบ้างไหม๊ครับที่หนังบางเรื่องชอบดูซ้ำๆ ดูกี่รอบกี่รอบก็ไม่เบื่อ แต่บางเรื่องดูไปไม่ถึง 10 นาที ต้องรีบเอาแผ่นออกจากเครื่อง เพราะรู้สึกว่าไม่ได้เรื่องทั้งเนื้อหา สาระ และความบันเทิง..  
กว่าครึ่งชั่วโมงที่ใช้เวลาอยู่ตรงนั้น..แต่คุ้มค่าเพราะว่าได้เจอหนังเรื่องโปรดที่ผมไม่รอช้า รีบคว้ามาไว้ในมือ

ถ้าพูดถึงหนังรัก โรแมนติก สำหรับคนวัยเดียวกับผม "เถี่ยน มี มี 3650 วัน รักเธอคนเดียว" คงเป็นหนึ่งในหนังสะสมที่ติดอันดับ Top ten เป็นแน่แท้..  หนังฮ่องกงเรื่องนี้เปิดฉายที่ฮ่องกงปลายปี 1996 (2539) เนื้อเรื่องเป็นราวชีวิตของหนุ่มสาว 2 คน ที่เป็นคนจีนอพยพที่หวังจะมาขุดทองที่ฮ่องกง ด้วยความฝันและจุดหมายที่ต่างกัน ชายหนุ่มหวังที่จะมาทำงานเก็บเงินเพื่อที่จะได้พาแฟนสาวมาแต่งงานอยู่กันกันที่ฮ่องกง ส่วนหญิงสาวฝันที่จะมีเงินทอง มีบ้าน มีชีวิตสุขสบายในเมืองใหญ่

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจากการเดินทางของชายหนุ่ม ที่เดินทางมาหางานทำในเมืองใหญ่และอาศัยอยู่กับป้าที่มีอาชีพเป็นหญิงบริการ ด้วยความเป็นคนบ้านนอก ดูซื่อๆ โชคชะตาได้ดลให้มาพบกับหญิงสาวที่เป็นพนักงานบริการของร้านแมคโดนัลด์ 
แม้วิถีชีวิตที่แตกต่างแต่ชอบบทเพลงของ "เติ้งลี่จวิน" เหมือนกันที่ ทำให้เกิดความผูกพันจนกลายเป็นเพลงของเรา ภายใต้เงาความรักที่ก่อตัวขึ้นเงียบๆ

เถี่ยมมีมี 3650 วัน รักเธอคนเดียว เรื่องราวของเขาและเธอเริ่มจากการพบ รัก และพลัดพรากซึ่งบางครั้งมันไม่ต้องมีเหตุผลเสมอไป หรืออาจจะเป็นได้ว่าเพราะการที่ไม่มีเหตุผลของคนทั้งสอง นำมาสู่การต้องลาจากกัน และบางครั้งโชคชะตาชีวิตก็มักเล่นตลกกับความรักให้พลิกผันด้วยอุปสรรคต่างๆ ทำให้คนเราคิดตัดสินใจผิดพลาดได้
ถึงชีวิตของเขาและเธอจะถูกลิขิตให้เดินไปคนละทาง แต่ความรักยังคงซุกซ่อนตราตรึงอยู่ในใจของกันและกันอย่างมิรู้ลืม..

ผมกลับมาดูและเขียนถึงหนังเรื่องนี้อีกครั้ง หลังจากที่เวลาผ่านไปกว่า 18 ปี และ จางม่านอวี้ นางเอกในดวงใจของผมคนนี้ มีอายุอานามปาเข้าไป 49 ปีแว้ว..





เนื้อเพลงแปล เถี่ยนมี่มี่

หวานปานน้ำผึ้ง เธอยิ้มหวานปานน้ำผึ้ง
ช่างเหมือนกับดอกไม้บานในฤดูใบไม้ผลิ บานในฤดูใบไม้ผลิ
ที่ไหนนะ ที่ไหนนะ ที่พบเธอมาก่อน ยิ้มของเธอช่างคุ้นเคย
ฉันคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก ,อา..ในความฝัน ในความฝัน
ในความฝัน ในความฝันที่พบเธอ ยิ้มของเธอช่างหวานเหลือเกิน
คือเธอ คือเธอ ในความฝันที่พบก็คือเธอนั่นเอง
ที่ไหนนะ ที่ไหนนะ ที่พบเธอมาก่อน ยิ้มของเธอช่างคุ้นเคย
ฉันคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก ,อา..ในความฝัน ในความฝัน


เถียนมีมี่ 3650 วัน รักเธอคนเดียว

รางวัลภาพยนตร์ฮ่องกงครั้งที่ 16
  • ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม ปีเตอร์ ชาน 
  • นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม - Maggie Cheung Man-Yuk 
  • สมทบชายยอดเยี่ยม - Eric Tsang Chi-Wai 
  • ลำดับภาพยอดเยี่ยม - Ivy Ho Best Cinematography - Jingle Ma Chor-Sing 
  • กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม - Hai Chung-Man 
  • เครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม - Ng Lei-Lo 
  • Best Original Music Score - Chui Jun-Fun ได้รับเสนอรายชื่อเข้าประกวด 
  • นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม - หลี่หมิง 
  • Best Newcomer - Kristy Yang 
  • รางวัลม้าทองคำ Best Picture นักแสดงหญิงยอดเยี่ยม

วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

The 12 year old girl that silenced...the world for 6 minutes!



สวัสดีค่ะ
ดิฉันเซเวอร์น ซูซูกิ ตัวแทนจาก ECO องค์กรเด็กพิทักษ์สิ่งแวดล้อม พวกเราคือกลุ่มเด็ก อายุ 12-13 ปี ที่พยายามจะสร้างความแตกต่าง วาเนสซ่า ซัทตี้, มอร์แกน ไกส์เลอร์, มิเชล เควก และตัวดิฉัน เราทุ่มเทเงินทั้งหมดของเราเพื่อมาที่นี่ด้วยตัวเอง นั่งเครื่องบินมากว่า 5,000 ไมล์เพื่อมาบอกว่าพวกคุณควรเปลี่ยนแนวทางที่เป็นอยู่ 

ที่ฉันขึ้นมาพูดวันนี้ ฉันไม่ได้ต้องการผลประโยชน์กับตัวดิฉันทั้งสิ้น ฉันจะมาต่อสู้เพื่ออนาคตของดิฉัน สูญเสียอนาคต มันไม่เหมือนกับการแพ้การเลือกตั้ง หรือเสียหุ้นบางจุดในตลาดหุ้น ฉันมาพูดที่นี่ก็เพื่อลูกหลานรุ่นต่อๆไปของเรา ฉันมาที่นี่เพื่อพูดแทนเด็กๆที่ยากลำบากทั่วโลกที่ต้องร้องไห้โหยหวน และเจ็บปวด ฉันมาพูดแทนสัตว์นับไม่ถ้วนที่ตายไปทั่วโลกเพราะพวกมันไม่มีที่จะให้ไปแล้ว 

ฉันกลัวที่จะออกไปสู้กับพระอาทิตย์แล้วตอนนี้
เพราะว่ามันมีช่องโหว่ในชั้นโอโซนของเรา
ฉันกลัวที่จะสูดอากาศ
เพราะฉันไม่รู้ว่ามีสารเคมีอะไรปนอยู่บ้าง
ฉันเคยไปตกปลาที่รัฐแวนคูเวอร์ บ้านของฉันกับพ่อ จนกระทั่งไม่กี่ปีมานี้ เราเจอปลาที่เต็มไปด้วยโรคมะเร็งนานาชนิด 
และตอนนี้เราก็ต่างรู้ว่า ทั้งสัตว์และพืชต่างกำลังจะสูญพันธ์อยู่ทุกวัน และกำลังจะสูญหายไปตลอดกาล 

ทั้งชีวิตของฉัน ฉันใฝ่ฝ้นอยากจะเห็นฝูงสัตว์ป่ามหึมา, ป่าไม้และป่าดงดิบที่เต็มไปด้วยนกและผีเสื้อ 
แต่ตอนนี้ฉันสงสัยว่า พวกมันจะอยู่ถึงให้รุ่นลูกหลานของฉันได้เห็นหรือไม่ 

พวกคุณเคยต้องกลุ้มเรื่องพวกนี้ตอนอายุเท่าฉันไหมหละ ทั้งหมดกำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเรา เพราะเรากลับทำราวกับว่าเรามีเวลาเหลือเฟือที่จะหาทางแก้ไขได้ทัน

ฉันเป็นแค่เด็ก และฉันก็ไม่มีทางแก้ไขได้ทุกสิ่งหรอก 
แต่..ฉันอยากให้พวกคุณรู้ว่า พวกคุณก็ไม่มีเหมือนกัน 
พวกคุณไม่รู้วิธีซ่อมช่องโหว่ในชั้นโอโซนเรา 
พวกคุณไม่รู้วิธีพาปลาแซลมอนออกจากน้ำเน่า 
พวกคุณไม่รู้วิธีชุบชีวิตสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว 
และพวกคุณไม่สามารถชุบชีวิตผืนป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ซึ่งตอนนี้กลายเป็นทะเลทรายไปแล้ว 

ถ้าพวกคุณไม่รู้วิธีซ่อมมัน ก็ได้โปรด หยุดทำลายมันเถิด ณ ตอนนี้ 
คุณคือตัวแทนของรัฐบาลประเทศของคุณ นักธุรกิจ ผู้จัดการ นักข่าว นักการเมือง แต่จริงๆแล้วพ่อและแม่ของคุณ พี่น้องของคุณ ลุงป้าน้าอาของคุณ และพวกคุณทั้งหลาย ก็คือลูกกันทั้งนั้น 

ฉันเป็นแค่เด็ก แต่ฉันรู้ว่าเราคือครอบครัวใหญ่ถึง 5 พันล้านชีวิต แต่แท้ที่จริงแล้วมีถึง 30 ล้านสายพันธุ์ต่างหาก พรมแดน และรัฐบาลไม่มีทางแบ่งแยกเราได้ 

ฉันเป็นเพียงแค่เด็ก ที่รู้ว่าเรากำลังเผชิญสิ่งนี้ร่วมกัน และควรเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อเป้าหมายเดียว ตอนฉันโกรธ ฉันก็ยังไม่ตาบอด และตอนฉันกลัว ฉันก็ไม่เกรงกลัวที่จะบอกให้โลกรู้ว่าฉันรู้สึกอย่างไร 

ในประเทศของฉัน เราสร้างทางเลือกเยอะเกินไป 
เราซื้อแล้วก็ทิ้ง ซื้อแล้วก็ทิ้ง 
และแถมประเทศทางเหนือก็ไม่แบ่งปันให้กับผู้ด้อยโอกาส 

แม้ว่าเราจะมีมากเกินพอแล้ว เราไม่กล้าที่จะแบ่ง เราไม่กล้าที่จะแบ่งความรวยให้คนอื่นบ้าง ในแคนาดา เรามีชีวิตที่ครบครัน เรามีอาหาร, น้ำและที่อยู่อาศัยมากมาย เรามีนาฬิกาข้อมือ จักรยาน คอมพิวเตอร์ และทีวี ไม่กี่วันก็เบื่อ 

สองวันก่อน ที่บราซิลนี้แหละ เราถึงกับต้องช็อค เมื่อเห็นเด็กบางคนต้องใช้ชีวิตอยู่ข้างถนน และนี้คือสิ่งที่เด็กคนหนึ่งบอกกับฉัน 
หนูหวังว่าหนูจะรวย และถ้าหนูรวยจริง 
หนูจะให้อาหาร, เสื้อผ้า, ยา, ที่อยู่ และความรักความห่วงใยให้กับเด็กข้างถนนทั้งหมด 
ถ้าขนาดเด็กข้างถนนที่ไม่มีอะไรเลย ยังอยากที่จะแบ่งปัน แล้วทำไมเราผู้ซึ่งมีทุกสิ่ง กลับยังโลภกันได้เช่นนี้ ฉันหยุดคิดไม่ได้ ว่านี้ คื่อ เด็กในวัยเดียวกับฉัน ที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่เกิด ซึ่งฉันก็สามารถเป็นเด็กพวกนั้นที่อาศัยอยู่ที่ฟาเวลวัส ริโอ ได้เช่นกัน 

ฉันสามารถเป็นเด็กอดอยากที่โซมาเลียได้ หรือเป็นเหยื่อของสงครามที่ตะวันออกกลางก็ได้ 
หรือขอทานในอินเดีย ฉันเป็นเพียงเด็กที่รู้ว่าเงินทุนสงคราม ควรจะนำมาใช้ตอบคำถามเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และจัดหาที่อยู่อาศัย 

โลกมันจะน่าอยู่ขึ้นมากแค่ไหน 
คุณลองนึกดู ที่โรงเรียน แม้แต่อนุบาล
คุณสอนให้เราปฏิบัติยังไงต่อโลก 
คุณสอนให้เราห้ามเล่นกับคนอื่น สอนให้คิด 
สอนให้เคารพคนอื่น สอนให้เก็บกวาดสิ่งที่ทำ 
สอนว่าห้ามทำร้ายสิ่งมีชีวิตอื่น ให้แบ่ง อย่าเป็นคนงก 
แล้วทำไมคุณถึงทำสิ่งที่คุณห้ามไม่ให้เราทำล่ะ 

จงตะหนักว่าทำไมคุณถึงเข้าร่วมประชุมที่นี่ 
คุณทำไปเพื่อใคร เราคือลูกหลานของคุณ 
คุณเป็นคนตัดสินว่า คุณอยากอยู่บนโลกแบบไหนในอนาคต
พ่อแม่ควรจะปลอบใจลูกด้วยการพูดว่า ทุกอย่างจะต้องดีขึ้น โลกยังไม่แตกซักหน่อย พ่อกับแม่ทำดีที่สุดแล้ว แต่ฉันว่า พวกคุณคงจะพูดอย่างนั้นกับเราไม่ได้แล้วล่ะ เด็กอย่างพวกเราเคยสำคัญกับพวกคุณบ้างไหม พ่อของฉันบอกเสมอว่า ลูกคือสิ่งที่ลูกทำ ไม่ใช่สิ่งที่ลูกพูด ก็นั่นแหละ สิ่งที่พวกคุณทำ ทำให้พวกเขาร้องไห้ทุกกลางคืน คุณออกไปพูดว่าคุณรักเรา 
แต่ฉันขอท้าคุณเลย ขอเถอะ ช่วยทำอะไรให้สมกับคำพูดหน่อย ขอบคุณค่ะ

The girl who silenced the world for 6 minutes by Severn Cullis-Suzuki

วันพฤหัสบดีที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2556

THE CIDER HOUSE RULES : "ผิดหรือถูก..ใครคือคนกำหนด"

ผมเลือกซื้อหนังเรื่องนี้รวมๆกับหนังเรื่องอื่นอีกสองเรื่อง ซึ่งเป็นหนังที่ทางร้านจัดโปรโมชั่น ด้วยตัวเลขที่เตะตา และราคาที่เตะใจติดหราอยู่บนกล่อง ทำให้ตัดสินใจไม่ยาก โดยเฉพาะหนังแนวดราม่า และมีรางวัลออสการ์การันตีถึงสองรางวัลเป็นกลุ่มหนังสะสมที่ผมชอบซื้อเก็บเอาไปไว้ดู

 "ผิดหรือถูก..ใครคือคนกำหนด" คือชื่อภาษาไทยของหนังเรื่องนี้ เดิมทีผมคิดว่าเนื้อเรื่องคงเรื่อยๆเอื่อยๆ ออกแนวเศร้าเคล้าน้ำตา ตามสไตล์หนังดราม่า สำหรับคนที่ไม่ค่อยชอบหนังแนวนี้คงจะบอกว่าน่าเบื่อ ดูเหมือนว่าผมเองก็คิดเช่นนั้น ทำให้ผมเก็บหนังเรื่องนี้ ไว้ในชั้นหนังสะสมอยู่เสียนานจนเกือบลืมไปแล้วว่ายังไม่เคยได้ดู จนกระทั่งได้มารื้อชั้นปัดฝุ่นเก็บกวาด ทำความสะอาดบ้านต้อนรับเทศกาลสงกรานต์  หลังเสร็จภาระกิจ จึงลองหยิบเรื่องนี้มาดูแบบไม่ได้ตั้งใจนัก คิดว่าถ้าไม่มีอะไรน่าสนใจก็ค่อยเก็บใส่กล่องไว้เหมือนเดิม

เรื่องของเรื่องเปิดตัวที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า หนังเรื่องนี้ย้อนยุคพาผู้ชมกลับไปในช่วงที่โลกยังห่างไกลความวุ่นวายอย่างในทุกวันนี้ แค่ฉากของเรื่อง การแต่งกาย เครื่องไม้เครื่องมือ การเดินทางสัญจร และวิถีการดำเนินชีวิตของคนในยุคนั้น ก็ทำให้ผมเพลินไปกับการติดตามเนื้อเรื่องของหนังที่ค่อยๆชวนคนดูให้ได้คิด และตระหนักความเป็นไปของชีวิตผ่านตัวละครแต่ละคน.. มารู้ตัวอีกทีก็ถึงตอนที่หนังจบลงเสียแล้ว

โอเมอร์ เวลส์ เด็กหนุ่มที่เติบโตในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า โดยการเลี้ยงดูเป็นอย่างดีจาก หมอลาร์ซ ก่อนหน้านี้เคยมีครอบครัวมาขอรับโอเมอร์ไปดูแลแต่ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะกำหนดให้เขาต้องอยู่ เพื่อทำตัวให้มีประโยชน์กับคนที่นี่ และนั่นเป็นโอกาสที่ทำให้เขาได้รับการถ่ายทอดวิชาทางการแพทย์จากการปฏิบัติเป็นเวลายาวนานหลายปี จนเป็นหมอลาร์ชบอกบอกว่าเขาคือหมอทางสูตินรีเวชมือดี  ซึ่งหมอลาร์ซหมายมั่นปั้นมือที่จะให้เขาดูแลสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่นี่ต่อไป แต่โอเมอร์ยืนยันเสมอว่าเขาไม่ใช่ และมีแนวคิดที่ขัดแย้งกับหมอลาร์ซในเรื่องของการทำแท้งว่าไม่ใช้สิ่งที่ถูกต้อง 

ทุกๆวันชีวิตของโอเมอร์อยู่กับการดูแลหญิงที่มาคลอดแล้วทิ้งลูกไว้ หรือไม่ก็เป็นลูกมือช่วยทำแท้งให้กับหมอลาร์ซ และการใช้ชีวิตร่วมกับเด็กกำพร้าที่แต่ละคนเฝ้านับวันรอพ่อแม่บุญธรรมมาขอรับไปเลี้ยงดู  จนกระทั่งวันหนึ่งเขามีโอกาสพบชายหญิงคู่หนึ่งที่มาทำแท้ง และทำให้เขาตัดสินในทีจะขอออกไปสัมผัสกับโลกภายนอกที่เขาไม่เคยรู้จัก โดยเขาไปเริ่มต้นชีวิตเป็นคนงานที่ไร่แอปเปิ้ลของชายหญิงคู่นั้นซึ่งในระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่ในไร่แอปเปิ้ล โอเมอร์ได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตหลายอย่าง แหกกฏเกณฑมากมาย แม้กระทั่งการยอมในสิ่งที่เขาพยายามปฏิเสธมาตลอด นั่นคือทำแท้งให้กับคนงานในไร่ที่ตั้งท้องกับพ่อของตัวเอง..

ในหนังเรื่องนี้มีความขัดแย้งหลายอย่างที่น่าสนใจ เป็นต้นว่า สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ก็เป็นสถานที่รับทำแท้งแบบลับๆ หมอลาร์ซที่รักเด็กและเอ็นดูเด็กกำพร้าทุกคนอย่างจริงจัง แต่ก็สนับสนุนเรื่องการทำแท้ง ความรักของพ่อที่เห็นแก่ตัวจนกระทั่งทำร้ายลูกสาวของตัวเอง หรือแม้กระทั่งอารมณ์รักของพระเอกกับหญิงสาวที่แอบนอกใจแฟนหนุ่มของตัวเองด้วยเหตุผลที่ว่าทนอยู่คนเดียวไม่ได้..

ผมไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของวลีอมตะที่ว่า "กฏเกณฑ์ต่างๆ..มีไว้แหก " หนังเรื่องนี้ดูจะเป็นสิ่งที่ยืนยันประโยคดังกล่าวเป็นแน่แท้ เพราะในเนื้อเรื่องมีการแหกกฏเกณฑ์หลายอย่าง โดยเฉพาะประโยคโดนใจที่ว่า " มันเป็นกฏที่ผู้สร้างไม่ได้ใช้..เราจึงไม่ต้องปฏิบัติตาม" 

การดำเนินชีวิตของตัวละครในหนังเรื่องมีหลายเรื่องเป็นมุมมอง ที่แตกต่างจากสามัญสำนึกของคนทั่วไปทั้งในด้านศีลธรรม การโกหก บิดเบือน หรือการแหกกฏเกณฑ์ต่างๆที่เราทุกคนต่างรู้ว่าอะไรควรไม่ควร แต่หลายครั้งคนเราก็เลือกทำในสิ่งที่ตนเองอยากทำอยู่นั่นเอง แต่ไม่ว่าจะเลือกทำอย่างไรบทสุดท้ายของความเข้าใจ ที่ผมพอสรุปได้ นั่นคือ "ความจริง..ก็ยังคงเป็นความจริงของมันอยู่วันยันค่ำ"

ชื่อของหนัง THE CIDER HOUSE RULES ซึ่งมีที่มาจากแผ่นกระดาษที่ติดอยู่ข้างฝาในโรงนอนของคนงานเก็บแอปเปิ้ลที่อ่านหนังสือไม่ออก แทบไม่มีใครสนใจมันด้วยซ้ำไป และทุกอย่างที่เป็น กฏข้อห้ามคนงานทุกคนต่างพากันแหกกฏทุกข้อ 

ในการใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยกฏเกณฑ์ต่างๆมากมายบนโลกใบนี้
คำตอบที่ดี บางทีก็อยู่ที่การดำเนินชีวิตตาม "หัวใจ" ของเรานี่เอง



" มันเป็นกฏที่คนสร้างไม่ได้ใช้ เราจึงไม่จำเป็นที่จะต้องทำตาม "



THE CIDER HOUSE RULES
ฉายในปี 1999
จากบทประพันธ์ของ JOHN IRVING
WINNERS ACADEMY AWARDS
- Best supporting Actor : Michael Caine
- Adapted screenplay : John Irving

วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2556

ถ่ายภาพด้วยใจไม่ใช่ด้วยตา


ชื่อซัมซุง ในแง่มุมที่ผมรู้จักนอกจากผลิตภัณฑ์โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค โทรศัพท์มือถือ แท๊ปเลต แล้วนั้น ยังมีสินค้าในแบรนด์ของซัมซุงที่ไม่เคยอยู่ในสายตา(สั้นๆ)ของผม คือ กล้องดิจิตตอล แม้ว่าผมเองจะจัดว่าเป็นสาวกซัมซุง(อย่างไม่ได้ตั้งใจ) แต่ก็ยังไม่เคยคิดที่จะลองซื้อกล้องยี่ห้อนี้มาใช้ดูซะที 

วันหนึ่งผมได้ดูโฆษณากล้องดิจิตอลชิ้นหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนว่าซัมซุงเองได้พัฒนาไปถึงขั้นสุดยอดของการขายกล้องถ่ายรูปด้วยการขายโดยไม่พูดถึงความสามารถใดๆ ของกล้อง ที่น่าสนใจคือ เขาใช้คนตาบอดเป็นผู้พรีเซนเตอร์โฆษณาครับ

คนตาบอด..กับกล้องถ่ายรูป ความคิดแรกที่แว๊ปเข้ามาในหัว คือ
แล้วมันจะต่างอะไรกับคนหัวล้านได้หวี..

แต่โฆษณาชิ้นนี้..
ทำให้ผมนึกถึงประโยคอมตะ
ของเหล่าจอมยุทธ์ในหนังจีนกำลังภายในที่กล่าวไว้ว่า "กระบี่ อยู่ที่ใจ"

เนื้อเรื่องในโฆษณาเป็นเรื่องราวของการสอนถ่ายรูปให้กับเด็กๆ ตาบอดจำนวน 11 คน หลังจากนั้นทีมงานได้พาเด็กๆ ออกไปถ่ายรูปนอกสถานที่ตามสถานที่ต่างๆ กลางสายลม แสงแดด ทุ่งหญ้า ลานหิมะ ฯลฯ ให้เด็กๆได้ถ่ายภาพตามเสียงที่ได้ยิน กลิ่น และการลูบไล้สัมผัส หลังจากนั้นได้นำภาพถ่ายมาจัดแสดง ที่พิเศษ คือ ผลงานภาพถ่ายแต่ละภาพที่ถ่ายโดยเด็กตาบอดเหล่านี้ จะมีการทำภาพนูนต่ำมาจัดแสดงอยู่ข้างๆกัน เพื่อให้เด็กที่เป็นผู้ถ่ายภาพสามารถสัมผัสได้ว่าภาพของตัวเองเป็นอย่างไร.. 

กล้องถ่ายรูปคงไม่ใช่เป็นเพียงอุปกรณ์ของคนที่มองเห็นอีกต่อไปแล้ว..
แต่จะเป็นอุปกรณ์สำคัญ สำหรับคนที่ต้องการจะบันทึกเรื่องราวของโลกใบนี้ 

open your mind’s eye
ถ่ายภาพด้วยใจไม่ใช่ด้วยตา

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อีกด้านของชีวิตที่ไม่ได้สวยงาม


นั่งดูแบทแมน..อัศวินรัตติกาลจบ ลูกชายที่นั่งดูอยู่ข้างๆ ถามคำถามขึ้นมาอย่างน่าสนใจว่า.. 

" ฮีโร่ส่วนใหญ่ทำไมต้องแต่งชุดประหลาดๆ ด้วย"
ผมยิ้มให้กับคำถาม แต่ยังไม่มีคำตอบให้กับลูกชาย 
" ทำไมนะเหรอ..อืมม" ผมครุ่นคิดไปกับคำถาม
จะว่าไปแบทแมนภาคนี้ทำได้สนุกสนาน ตื่นเต้น เร้าใจ ชุดแบทแมนที่ออกแบบใหม่ สเปเชียลเทคนิคพิเศษและความสามารถของนักแสดง แม้ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ดีที่สุดในรอบปี แต่กลับมีสาระบางอย่างแฝงไว้ ให้เราได้ขบคิดพอสมควร 

จากประสบการณ์วัยเยาว์ของเด็กชายที่พ่อแม่ถูกทำร้ายจากอาชญากรจนเสียชีวิตไปต่อหน้าต่อตา ผลิกผันชีวิตตัวเองไปสู่เงามืดที่คอยตามล้างตามล่าเหล่าร้าย ชีวิตในเมืองที่กฏหมายทั่วไปไม่อาจใช้ได้ผล ผู้คนที่ได้รับการช่วยเหลือจากฮีโร่ในชุดค้างคาวให้รอดพ้นภัยอันตรายจากกลุ่มคนไม่ดีทั้งหลาย เชื่อแน่ว่าคนเหล่านั้นคงชื่นชมและนิยมชมชอบแบทแมน.. 

แต่คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ย่อมไม่รู้ว่า ความดีที่แบทแมนทำนั้น ทำไปเพื่ออะไร บ้าหรือเปล่า  มันสำคัญและจำเป็นอย่างไรสำหรับคนทั่วไป

หรือว่า..
การชื่นชมคนดี หรือความดีที่ใครคนหนึ่งกระทำ มันขึ้นอยู่กับว่าสิ่งที่ทำนั้นถ้าคนที่รับ หรือคนที่ได้สัมผัสรู้สึกว่ามันดี มันก็คือ ดี และถ้ามันมีผลต่อตนเองด้วยแล้ว..ยิ่งดีใหญ่ 

แต่ถ้า..
มันเป็นสิ่งที่ตัวเองไม่ได้รับผลใดๆ หรือซ้ำร้ายไปกว่านั้น กลับเป็นผู้เสียผลประโยชน์โดยตรง แน่ใจได้ว่ามันคงมิใช่ความดีสำหรับบางคน

การเข้ามาของโจ๊กเกอร์ ศัตรูตัวร้ายของแบทแมนในภาคนี้ต่างจากอาชญากรธรรมดา ที่ฉลาดล้ำลึก โหดและมีลูกบ้า แถมรักษาสัจจะวาจาในการฆ่า..ได้อย่างดีเยี่ยม จะเจ็บ จะตายเท่าไหร่ เขาไม่สนใจในวิธีที่ให้ได้มาซึ่งชัยชนะ.. 

ความหวาดกลัวจึงถาโถมเข้าไปในหัวใจ หัวใจของคนทั่วไป ความดีที่ไม่อาจคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสิน ผู้คนในสังคมส่วนใหญ่จึงอยากให้แบทแมนยอมจำนน.. 

เนื้อเรื่องในตอนนี้.. ยังชี้ให้เห็นถึงความเป็นคนของแต่ละคน ที่มีโอกาสเลือกทำในสิ่งที่ดี ที่ถูกต้อง แม้บางคนจะเคยคิดดี มีอุดมการณ์ที่มุ่งมั่น แต่เมื่อมาเจอกับความสูญเสียบางอย่าง.. ทำให้ความดีในใจถูกสั่นคลอนจนก้าวข้ามไปสู่ความด้านมืดในจิตใจที่เลวร้ายของตัวเอง 

จุดไคลแมกซ์ของเรื่อง ดูจะเป็นตอนที่ ผู้คนมากมายบนเรือสองลำที่ถูกวางระเบิดไว้ 
เรือลำหนึ่งบรรทุกผู้โดยสารทั่วไปทั้งเด็กและผู้ใหญ่

ส่วนอีกลำบรรทุกบรรดาเหล่าอาชญากรวายร้ายที่เป็นนักโทษอุกฉกรรจ์  โดยมีเงื่อนไขให้ผู้คนในเรือจะต้องตัดสินใจร่วมกันว่าจะระเบิดเรืออีกลำตามคำขู่ของ โจ๊กเกอร์หรือไม่.. 

เป็นสิ่งที่ท้าทายความดีงามในใจของมนุษย์ทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง
เพราะการเลือกที่จะให้ตัวเองตาย หรือเลือกที่จะยอมทำร้ายคนอื่น 
ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริงอย่างหนึ่งที่ว่า.. 
ต่อหน้าคนหมู่มาก ไม่มีใครอยากแสดงความเห็นแก่ตัว"   

แม้เรื่องจะจบลงด้วยความดีงามเป็นผู้ชนะตามประสาหนังแอคชั่นทั่วๆไป แต่ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้สำหรับผม คือ บุคลิกของตัวแสดงแต่ละตัว ที่แสดงออกถึงความเป็นธรรมดาๆของคนในสังคม ได้อย่างดี ความธรรมดาที่มีรัก โลภ โกรธ หลง และอำนาจของมนุษย์ ไม่ว่าจะในด้านมืด หรือด้านที่สว่าง ล้วนแล้วแต่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเอง สังคม.. หรือแม้แต่โลกกลมๆ ใบนี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ 

และด้วยความเป็นปถุชนคนธรรมดานี่แหละที่บางครั้งจิตใจที่อ่อนไหวมันผลักไสไล่ส่งเรา กลับไปกลับมาระหว่างด้านที่ดีและด้านที่ไม่ดี 

สำหรับคนทั่วไป
ถ้าแบทแมนคือตัวแทนของความดี ด้านที่สว่าง..ของมนุษย์ 

เป็นไปได้หรือไม่ว่า.. 
โจ๊กเกอร์ ก็คือ ตัวแทนของความดี(ที่ไม่งาม) ของคนที่มีชีวิตอยู่ในด้านมืดเฉกเช่นเดียวกัน.. 
และบางทีก็เพราะคนดีๆ นะแหละที่ผลักดันคนดีด้วยกันไปสู่ด้านที่ไม่ดีโดยไม่รู้ตัว.. 

โลกยังคงจำเป็นที่ต้องมีความชั่วและความดีอยู่คู่กัน 
แต่คงไม่ใช่.. 
เพียงเพื่อให้เราได้เรียนรู้ว่าคนดีต่างจากคนไม่ดีอย่างไรเท่านั้น

เพราะอีกด้านของชีวิต 
แม้ไม่ได้สวยงาม.. แต่ไม่ได้หมายความว่า..จะไม่มีความดีงามอยู่ซะเลย 

" ฮีโร่ส่วนใหญ่ ทำไมต้องแต่งชุดประหลาดๆ ด้วยนะเหรอ"
ผมทวนคำถามอีกครั้งก่อนจะยิ้มและตอบว่า 

 "  ดึกแล้ว..ไปนอน "




วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

V FOR VENDETTA

V for Vendetta สร้างจากนิยายภาพที่แต่งโดย อลัน มัวร์ และวาดภาพประกอบโดย เดวิด ลอยด์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากนวนิยายอมตะอย่าง 1984 ของจอร์จ ออร์เวลล์ และถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี ๒๕๔๗ ภายใต้การกำกับของ เจมส์ แม็คทีก อย่างไรก็ดี อลัน มัวร์ ไม่ประสงค์มีชื่ออยู่ในเครดิตผู้แต่งบทดั้งเดิม เนื่องจากตัวเขาไม่เห็นด้วยกับการนำเอางานของเขามาสร้างเป็นภาพยนตร์นับตั้งแต่ความผิดหวังใน The League of Extraordinary Gentlemen ฉบับภาพยนตร์เมื่อปี ๒๕๔๕ ทำให้เครดิตผู้แต่งบทดั้งเดิมของ V for Vendetta ปรากฎเพียงชื่อของ เดวิด ลอยด์ เพียงรายเดียว (เช่นเดียวกับ Watchmen ผลงานชิ้นเอกของมัวร์ ที่ในฉบับภาพยนตร์นั้นปรากฎชื่อของ เดฟ กิ๊บบอนส์ ในฐานะผู้แต่งนิยายภาพเพียงคนเดียวเท่านั้น) 

เรื่องราวของ V for Vendetta อยู่ในประเทศอังกฤษ ค.ศ 2038 ที่ถูกปกครองโดยฝ่ายขวาจัดนำโดยผู้นำชื่อ อดัม ซัทเลอร์ ซึ่งก้าวสู่อำนาจจากการชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย รัฐบาลของซัทเลอร์ทำการจัดระเบียบสังคมอย่างเข้มงวดในเชิงอนุรักษ์นิยม มีการใช้กำลังกำจัดศัตรูทางการเมือง รวมถึงกลุ่มที่ถูกมองว่า"เป็นภัยต่อศีลธรรมอันดีงาม" มีการควบคุมและบิดเบือนสื่อให้เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล มีผู้หลักผู้ใหญ่ที่ได้รับความเคารพจากสังคมเป็นสมาชิกพรรคที่เป็นเสมือนเสาค้ำอำนาจ มีการออกกฎหมายควบคุมพฤติกรรมประชาชนโดยอ้างถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีการบิดเบือนและปิดบังประวัติศาสตร์ และที่เด็ดสุดคือ มีการแขวนรูปของซัทเลอร์ไว้บนผนังของทุกบ้าน เวลาผ่านเลยไปจนประชาชนเริ่มจะไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับการเมืองน้ำเน่าจนกระทั่งการปรากฎตัวของ V ผู้สวมหน้ากาก กาย ฟอว์คส์ ที่ออกมาท้าทายอำนาจรัฐ และจุดดวงไฟแห่งเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนขึ้นมาอีกครั้ง ภาพยนตร์เรื่องนี้มีแนวโน้มเอียงไปทางดราม่าปรัชญาการเมืองมากกว่าจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่ออกมาต่อสู้แบบขจัดคนพาลอภิบาลคนดี เพราะท่าน V ผู้นี้หาได้ทำเพื่อคุณธรรมค้ำจุนโลกใดๆไม่ แต่ทำเพื่อทวงคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเรียกร้องให้ผู้อื่นได้เบิกตาสำรวจศักดิ์ศรีของตนเอง การต่อสู้ของ V ถูกรัฐบาลประณามว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ผู้สร้างความแตกแยก ผู้ทำร้ายสังคม ฯลฯ แต่อย่างไรก็ไม่อาจบิดเบือนจิตสำนึกของความเป็นมนุษย์ภายในตัวประชาชนไปได้... 

จุดนี้นี่เองที่ผมคิดว่าเป็นอะไรที่อุดมคติ และเป็นความโชคดีอย่างเหลือแสนจริงๆของ V ที่มีประชาชนที่"หูตาสว่าง"เป็นอย่างยิ่ง เช่นนี้ และน่าสงสัยเหลือเกินว่าทีมประชาสัมพันธ์ของซัทเลอร์ทำงานกันยังไง ถึงไม่สามารถนำเอาท่านผู้นำซึ่งดำรงตำแหน่งมาอย่างยาวนานและวางรากฐานต่างๆในการยึดเก้าอี้ไว้ได้มากพอสมควรแล้ว เข้าสู่ใจของประชาชนได้ ซึ่งหากคุณลองมองโลกของความเป็นจริงจะพบว่า ผู้นำเผด็จการที่ครองตำแหน่งมาอย่างยาวนานของทุกประเทศในโลก ล้วนทำการประชาสัมพันธ์อย่างแข็งขันจนสามารถครองใจผู้คนได้ "ความจงรักภักดี คือสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้นำเผด็จการ" จึงเป็นเรื่องน่าสงสัยว่า ซัทเลอร์ อยู่ในตำแหน่งมานานขนาดนั้นได้อย่างไรเมื่อตนไม่สามารถครองความจงรักภักดีจากประชาชนได้ หนำซ้ำยังกลายเป็นที่ขบขันของชาวบ้านชาวช่องเมื่อถูกนำไปล้อเลียนในโทรทัศน์ ซึ่งหากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศเผด็จการบนโลกแห่งความจริงล่ะก็ เชื่อว่าจะมีโทรทัศน์ถูกทุบทิ้งนับล้านเครื่อง และมีการบุกเผาทำลายสถานีโทรทัศน์แห่งนั้นอย่างแน่นอน (ฮิฮิฮิ) 

นึกย้อนเวลากลับไปหาตัวเองเมื่อครั้งยังอ่อนเดียงสา และชมภาพยนตร์เรื่องนี้ครั้งแรกก็ได้แต่นึกสมเพช เพราะเมื่อครั้งนั้นผมได้ใช้ความพยายามทั้งหมดทั้งปวงในการจับประเด็น การก้าวสู่อำนาจของซัทเลอร์ ด้วยการชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเป็นฐานการสนับสนุนจากประชาชน ด้วยหูตาอันมืดบอดทำให้ไม่อาจมองเห็นพฤติกรรมอันเป็นเผด็จการที่หนังได้ตีแผ่ออกมาอย่างเสร็จสรรพและเข้าใจง่ายไม่ต้องปีนบันได ราวกับว่าป้อนเข้าปากแล้วแต่ทำเป็นดื้อไม่ยอมกิน อย่างไรอย่างนั้น จริงอยู่ผู้นำเผด็จการบางรายอาจขึ้นสู่อำนาจได้ด้วยการเลือกตั้ง แต่ประเด็นสำคัญของเผด็จการไม่ได้อยู่ที่การชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเลย แต่มันอยู่ที่การอ้างเอาความดีงามทั้งหลายทั้งปวงมาสร้างฐานอำนาจให้ตนเองอยู่เหนือบุคคลทั่วไปจนถึงขั้นไม่อาจแตะต้องได้ ป่าวประกาศความดีงามของตนเพื่อเรียกร้องความจงรักภักดีจากประชาชนโดยห้ามตั้งข้อสงสัยเป็นเครื่องตอบแทน ใช้สื่อมวลชนเป็นกระบอกเสียงในการประชาสัมพันธ์ตัวเอง มีข้อหา"กบฎผู้ไม่จงรักภักดี" ไว้โจมตีฝ่ายตรงข้ามและกันท่าสังคมจากความสงสัยในชนชั้นปกครอง ใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชนที่ต้องการเรียกร้องศักดิ์ศรีแล้วบิดเบือนข่าวไปเป็นการยกย่องเจ้าหน้าที่ "ผู้ปฏิบัติหน้าที่เยี่ยงวีรบุรุษเพื่อปราบปรามผู้ไม่หวังดีต่อบ้านเมือง" รวมถึงบิดเบือนประวัติศาสตร์ ด้วยหวังโหมกระพือความดีงามของตนเพื่อเรียกร้องความจงรักภักดีเป็นสิ่งตอบแทน พร้อมทั้งยังกลบเกลื่อนให้ผู้คนหลงลืมวันแห่งการประกาศอิสรภาพ วันแห่งศักดิ์ศรีที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของประชาชนไป แม้จะมีตัวละครที่ค่อนไปทางแฟนตาซีอย่าง V แต่เขาคือสัญลักษณ์ของทุกสิ่งทุกอย่างที่"ความเป็นเผด็จการผู้อ้างอิงศีลธรรมอันดีงาม" ได้พรากไปจากสังคม ดังนั้น V for Vendetta จึงเป็นภาพยนตร์ทรงคุณค่าในเชิงการเมือง ไม่ใช่ภาพยนตร์บู๊สนั่นเพื่อความบันเทิงแต่อย่างใดเลย อย่างไรก็ดี สำหรับประเทศที่อยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทั้งที่รู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ภาพยนตร์เรื่องนี้คือบททดสอบความตาสว่างชั้นดี ว่ายังคงยึดติดกับความดีงามที่ถูกฉาบติดกันไว้ด้วยแรงประชาสัมพันธ์ เพื่อก่อตัวเป็นโล่ห์พรางกายพร้อมทั้งยังเป็นนิทรรศการสำหรับเรียกร้องความจงรักภักดี จนกระทั่งมองภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นแค่ 2 ชั่วโมงที่กล่าวถึงเรื่องไกลตัวอันแสนน่าเบื่อ หรืออาจเพียงนำเอาประเด็นยิบย่อยไปจับผิดบุคคลตัวเล็กๆที่ไม่นิยม แต่หากว่าดวงตาได้เบิกกว้างและมองเห็นความเป็นมาและความ"ควรจะ"เป็นไปอันแท้จริงแล้ว ภาพยนตร์เรื่อง V for Vendetta จะเป็นกระจกสะท้อนภาพของเรื่องใกล้ตัวที่พบเห็นทุกเมื่อเชื่อวัน ที่จะทำให้ "ซาบซึ้ง" และอิจฉาชาวอังกฤษ(ในเรื่อง)ที่พร้อมใจกันตาสว่างอย่างแท้จริง

เขียนโดย I'M JUST A JEALOUS GUY 

วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2555

The Flowers of War


The Flowers of Warเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของความรักและสงคราม การรวมตัวกันของกลุ่มคนที่ได้ชื่อว่าไร้ค่า ผู้ซึ่งได้เปลี่ยนสถานะกลายเป็นวีรชนจากเงามืดของเมือง ที่อยู่ภายใต้การยึดครอง ภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มต้นจากความหายนะในเมืองนานกิงปี 1937 แต่กลับถ่ายทอดถึงเรื่องราวที่เจิดจรัสของกลุ่มคนเล็กๆ เรื่องราวความรักที่คาดไม่ถึง เศษเสี้ยวเวลาเล็ก ๆ ของความสุขและการเสียสละเพื่อรักษาความหวังเอาไว้ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นตัวแทนของประเทศจีนที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศปีล่าสุด และเป็น 1ใน 5ภาพยนตร์ที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำด้วย

คริสเตียน เบล (เจ้าของรางวัลออสการ์จาก The Fighter) ร่วมแสดงกับทีมนักแสดงชาวญี่ปุ่นและจีน ในบท จอห์น มิลเลอร์ นักพเนจรชาวอเมริกันปากเปราะ ผู้มาเยือนนานกิงเพื่อแสวงโชคในตอนที่กองทหารผู้รุกราน เปลี่ยนเมืองให้กลายเป็นซากปรักหักพัง ในขณะที่เขามาเยือนโบสถ์ตะวันตก เพื่อฝังร่างของนักบวชผู้ดูแล เขาก็ได้พบกับเด็ก ๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือ ด้วยความเมาไม่ได้สติ เขาได้ทดลองสวมเสื้อคลุมของนักบวชผู้ล่วงลับดู แต่เขากลับพบว่าเสื้อคลุมตัวนั้นมีพลังบางอย่างที่เขาคาดไม่ถึง เขาไม่ได้แค่แสร้งทำตัวเป็นคุณพ่อบาทหลวงเท่านั้น แต่เขายังได้กลายเป็นคุณพ่อไปจริง ๆ เมื่อโบสถ์กลายเป็นสถานที่หลบภัยสำหรับทั้งเด็ก ๆ ที่ไร้เดียงสาและเหล่าผีเสื้อราตรีทั้งหลาย ซึ่งรวมถึงอวี๋โม่ (หนีหนี่) หญิงสาวหัวหน้ากลุ่มผู้มีเสน่ห์ยั่วยวน บัดนี้ ไม่ว่าภัยอันตรายจะรุกคืบเข้ามาคุกคามพวกเขามากแค่ไหน โบสถ์แห่งนี้ก็กลายเป็นสถานที่ที่รวมผู้ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา ที่เต็มไปด้วยดนตรี เสียงหัวเราะ ความรักและความกล้าหาญ

วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2555

The Artist

ฮอลลีวูด ปี 1927
จอร์จ วาเลนติน  เป็นนักแสดงภาพยนตร์เงียบที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ด้วยความมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่ชื่นชอบของแฟนภาพยนตร์มากมาย จนวันหนึ่งเขาได้พบกับ เป๊ปปี้ มิลเลอร์ หญิงสาว ที่เป็นแฟนภาพยนตร์ของเขาในรอบสื่อมวลชนโดยบังเอิญ และต่อมาจอร์จได้เลือกให้เป๊ปปี้ มาเป็นนักเต้นตัวประกอบในภาพยนตร์เรื่องใหม่ของเขา ซึ่งเป็นการเปิดทางให้เป๊ปปี้ เป็นดาราดาวรุ่งในเวลาต่อมา ในยุคที่หนังเงียบกำลังเฟื่องฟูถึงขีดสุด แต่ขณะเดียวกันเทคนิคการสร้างภาพยนตร์มีเสียง เทคโนโลยีใหม่กำลังได้รับความสนใจทีมงานสร้างหนังได้นำเสนอตัวอย่างหนังมีเสียงให้จอร์จดูและบอกว่านี่คืออนาคต แต่ด้วยความทรนงของจอร์จที่ไม่เชื่อว่าหนังมีเสียง จะมาสู้หนังเงียบของเขาได้เพราะเขาเชื่อว่าคนมาดูการแสดงของเขา ไม่ใช่อยากมาฟังเสียง ทำให้เขาและทีมงานถึงจุดที่ต้องแยกทางเดินตามความฝัน จอร์จลงทุนทรัพย์สินส่วนตัวไปกับการเล่นหุ้น และสร้างหนังเงียบตามความเชื่อของเขา ในขณะที่สาวน้อยเป๊ปปี้ซึ่งไต่เต้าจากตัวประกอบกำลังกลายป็นดาวเจิดจรัสในวงการภาพยนตร์มีเสียงมากขึ้นทุกวัน.. 

วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2555

IN TIME เมื่อเวลาเป็นเงิน..เป็นทอง

ผมเห็นโปสเตอร์หนังเรื่องนี้ ติดอยู่ที่หน้าร้านวิดิโอหลายวันแล้ว เดิมทีคิดว่าคงเป็นหนังแนวบู๊ หักเหลี่ยม โจรกรรม ที่คล้ายกับหลายๆเรื่อง ทำให้ผมปฏิเสธที่จะเลือกเช่าหนังเรื่องนี้มาดูตั้งแต่แรก แม้ว่าพี่แตเจ้าของร้านจะการันตีในความมันส์  จนกระทั่งมีโอกาสแวะเวียนไปที่หาเช่าหนังอีกครั้ง หลังจากที่อ่านเรื่องย่อของหนังเรื่องนี้ มีความรู้สึกอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมอยากดู...

คุณจะทำอย่างไร เมื่อชีวิตมีเวลาอยู่อย่างจำกัด?
INTIMEเป็นเรื่องราวของโลกอนาคต ที่มีความเจริญถึงขั้นที่สามารถตัดต่อพันธุกรรม ให้มนุษย์คงความเป็นหนุ่ม เป็นสาวที่อายุ 25 ปี ทำให้นักแสดงทุกคนในเรื่องไม่มีคนแก่ให้เห็นแม้แต่คนเดียว..

แต่ถึงกระนั้นชีวิดที่ได้ความเป็นหนุ่มสาว ไม่แก่ ไม่เฒ่า ไม่เหี่ยวไม่ย่น แต่หลังจาก 25ปี เวลาทุกอย่างจะเป็นสิ่งมีค่าสำหรับทุกคน เพราะจะมีชีวิตหลังอายุ 25 ได้เพียงแค่ 3 ปี ในขณะที่ของกินของใช้ต่างๆ ต้องใช้เวลาในการซื้อหา เอาเวลาแลกอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย  และหากเวลาหมดลงเมื่อไหร ทำให้คนทุกคนจึงต้องดิ้นรนหาเวลาเพื่อต่อชีวิตไปวัน ใครที่ร่ำรวยสามารถมีอายุยืนยาวได้เป็นอมตะ เวลาจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากได้ พยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เวลามาต่อชะตาอายุให้ตัวเอง..

ความสนุกของหนังเรื่องนี้ จึงไม่ได้มีเพียงแค่การไล่ล่าหาเวลาที่มี่ค่ามากกว่าเงินทอง แต่ยังแฝงแง่คิดในเรื่องของเวลาที่สำหรับบางคนมีค่าทุกวินาที   ดูจบแล้วทำให้รู้สึกรัก "เวลา" ขึ้นมาเยอะเลย