วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อีกด้านของชีวิตที่ไม่ได้สวยงาม


นั่งดูแบทแมน..อัศวินรัตติกาลจบ ลูกชายที่นั่งดูอยู่ข้างๆ ถามคำถามขึ้นมาอย่างน่าสนใจว่า.. 

" ฮีโร่ส่วนใหญ่ทำไมต้องแต่งชุดประหลาดๆ ด้วย"
ผมยิ้มให้กับคำถาม แต่ยังไม่มีคำตอบให้กับลูกชาย 
" ทำไมนะเหรอ..อืมม" ผมครุ่นคิดไปกับคำถาม
จะว่าไปแบทแมนภาคนี้ทำได้สนุกสนาน ตื่นเต้น เร้าใจ ชุดแบทแมนที่ออกแบบใหม่ สเปเชียลเทคนิคพิเศษและความสามารถของนักแสดง แม้ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ดีที่สุดในรอบปี แต่กลับมีสาระบางอย่างแฝงไว้ ให้เราได้ขบคิดพอสมควร 

จากประสบการณ์วัยเยาว์ของเด็กชายที่พ่อแม่ถูกทำร้ายจากอาชญากรจนเสียชีวิตไปต่อหน้าต่อตา ผลิกผันชีวิตตัวเองไปสู่เงามืดที่คอยตามล้างตามล่าเหล่าร้าย ชีวิตในเมืองที่กฏหมายทั่วไปไม่อาจใช้ได้ผล ผู้คนที่ได้รับการช่วยเหลือจากฮีโร่ในชุดค้างคาวให้รอดพ้นภัยอันตรายจากกลุ่มคนไม่ดีทั้งหลาย เชื่อแน่ว่าคนเหล่านั้นคงชื่นชมและนิยมชมชอบแบทแมน.. 

แต่คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ย่อมไม่รู้ว่า ความดีที่แบทแมนทำนั้น ทำไปเพื่ออะไร บ้าหรือเปล่า  มันสำคัญและจำเป็นอย่างไรสำหรับคนทั่วไป

หรือว่า..
การชื่นชมคนดี หรือความดีที่ใครคนหนึ่งกระทำ มันขึ้นอยู่กับว่าสิ่งที่ทำนั้นถ้าคนที่รับ หรือคนที่ได้สัมผัสรู้สึกว่ามันดี มันก็คือ ดี และถ้ามันมีผลต่อตนเองด้วยแล้ว..ยิ่งดีใหญ่ 

แต่ถ้า..
มันเป็นสิ่งที่ตัวเองไม่ได้รับผลใดๆ หรือซ้ำร้ายไปกว่านั้น กลับเป็นผู้เสียผลประโยชน์โดยตรง แน่ใจได้ว่ามันคงมิใช่ความดีสำหรับบางคน

การเข้ามาของโจ๊กเกอร์ ศัตรูตัวร้ายของแบทแมนในภาคนี้ต่างจากอาชญากรธรรมดา ที่ฉลาดล้ำลึก โหดและมีลูกบ้า แถมรักษาสัจจะวาจาในการฆ่า..ได้อย่างดีเยี่ยม จะเจ็บ จะตายเท่าไหร่ เขาไม่สนใจในวิธีที่ให้ได้มาซึ่งชัยชนะ.. 

ความหวาดกลัวจึงถาโถมเข้าไปในหัวใจ หัวใจของคนทั่วไป ความดีที่ไม่อาจคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสิน ผู้คนในสังคมส่วนใหญ่จึงอยากให้แบทแมนยอมจำนน.. 

เนื้อเรื่องในตอนนี้.. ยังชี้ให้เห็นถึงความเป็นคนของแต่ละคน ที่มีโอกาสเลือกทำในสิ่งที่ดี ที่ถูกต้อง แม้บางคนจะเคยคิดดี มีอุดมการณ์ที่มุ่งมั่น แต่เมื่อมาเจอกับความสูญเสียบางอย่าง.. ทำให้ความดีในใจถูกสั่นคลอนจนก้าวข้ามไปสู่ความด้านมืดในจิตใจที่เลวร้ายของตัวเอง 

จุดไคลแมกซ์ของเรื่อง ดูจะเป็นตอนที่ ผู้คนมากมายบนเรือสองลำที่ถูกวางระเบิดไว้ 
เรือลำหนึ่งบรรทุกผู้โดยสารทั่วไปทั้งเด็กและผู้ใหญ่

ส่วนอีกลำบรรทุกบรรดาเหล่าอาชญากรวายร้ายที่เป็นนักโทษอุกฉกรรจ์  โดยมีเงื่อนไขให้ผู้คนในเรือจะต้องตัดสินใจร่วมกันว่าจะระเบิดเรืออีกลำตามคำขู่ของ โจ๊กเกอร์หรือไม่.. 

เป็นสิ่งที่ท้าทายความดีงามในใจของมนุษย์ทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง
เพราะการเลือกที่จะให้ตัวเองตาย หรือเลือกที่จะยอมทำร้ายคนอื่น 
ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริงอย่างหนึ่งที่ว่า.. 
ต่อหน้าคนหมู่มาก ไม่มีใครอยากแสดงความเห็นแก่ตัว"   

แม้เรื่องจะจบลงด้วยความดีงามเป็นผู้ชนะตามประสาหนังแอคชั่นทั่วๆไป แต่ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้สำหรับผม คือ บุคลิกของตัวแสดงแต่ละตัว ที่แสดงออกถึงความเป็นธรรมดาๆของคนในสังคม ได้อย่างดี ความธรรมดาที่มีรัก โลภ โกรธ หลง และอำนาจของมนุษย์ ไม่ว่าจะในด้านมืด หรือด้านที่สว่าง ล้วนแล้วแต่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเอง สังคม.. หรือแม้แต่โลกกลมๆ ใบนี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ 

และด้วยความเป็นปถุชนคนธรรมดานี่แหละที่บางครั้งจิตใจที่อ่อนไหวมันผลักไสไล่ส่งเรา กลับไปกลับมาระหว่างด้านที่ดีและด้านที่ไม่ดี 

สำหรับคนทั่วไป
ถ้าแบทแมนคือตัวแทนของความดี ด้านที่สว่าง..ของมนุษย์ 

เป็นไปได้หรือไม่ว่า.. 
โจ๊กเกอร์ ก็คือ ตัวแทนของความดี(ที่ไม่งาม) ของคนที่มีชีวิตอยู่ในด้านมืดเฉกเช่นเดียวกัน.. 
และบางทีก็เพราะคนดีๆ นะแหละที่ผลักดันคนดีด้วยกันไปสู่ด้านที่ไม่ดีโดยไม่รู้ตัว.. 

โลกยังคงจำเป็นที่ต้องมีความชั่วและความดีอยู่คู่กัน 
แต่คงไม่ใช่.. 
เพียงเพื่อให้เราได้เรียนรู้ว่าคนดีต่างจากคนไม่ดีอย่างไรเท่านั้น

เพราะอีกด้านของชีวิต 
แม้ไม่ได้สวยงาม.. แต่ไม่ได้หมายความว่า..จะไม่มีความดีงามอยู่ซะเลย 

" ฮีโร่ส่วนใหญ่ ทำไมต้องแต่งชุดประหลาดๆ ด้วยนะเหรอ"
ผมทวนคำถามอีกครั้งก่อนจะยิ้มและตอบว่า 

 "  ดึกแล้ว..ไปนอน "




ที่นั่ง..

นี่เธอ.. 
ร้องไห้ไปมันก็เท่านั้น
ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกนะเธอ

จะมามัวโศกเศร้า เสียใจ..ไปทำไม
น้ำตา ไม่ช่วยให้มีอะไรดีขึ้นมาสักหน่อย.. 

โลกทุกวันนี้..

ไม่มีที่ยืนสำหรับคนอ่อนแอหรอกนะ 









 อืม.. คงจริงอย่างเธอว่า 
 แต่.. 
 จะว่าไป ก็ยังโชคดี..นะ 
 ที่โลกนี้.. 
 ยังพอมี.. 
 ที่นั่งเหลืออยู่บ้าง.. 
 ฉันว่า.. 
 เรา.. 
 มานั่งพักกันก่อนเถอะ 
 แบ่งๆ กันนั่ง 
ก็คงพอนะ.. 
 เธอว่าไหม๊




ความผิดพลาดเล็กๆ(ที่ยิ่งใหญ่)

ผมพาครอบครัวออกไปทานข้าวนอกบ้าน..
ฉลองกันเนื่องในโอกาสที่ ลูกชาย ฯคณะฯ ท่านได้กลับมากลับมาติดยศอีกครั้ง..
น่าปลื้มใจแทนจริงๆ..
ว่าจะไม่แขวะการเมืองแล้วเชียวน๊า..
อดไม่ได้ สงสัยหมาในปากขาดสารอาหาร พาลกัดคนอื่นไปทั่ว แง่มๆๆ.. 

วันนี้พาครอบครัวไปกินข้าวนอกบ้าน ร้านปลาเผาเจ้าอร่อย
ที่จริง.. เรื่องของเรื่องก็ไม่มีอะไร บรรยากาศ รสชาติอาหารทุกอย่าง ก็ลงตัว
สนนราคาก็ไม่สูงจนเกินในยามข้าวยากน้ำมันแพง อย่างนี้ ..
ราคาเบาๆ แต่หนักท้อง 

ระหว่างที่ผมกับคุณภรรเมียกำลังเมามันส์กับการแทะปลา
เราก็ปล่อยให้เด็กวิ่งเล่นกับเด็กๆแถวนั้น อีก 2-3 คน เด็กๆ ดูจะคุยกันถูกคอ
ได้ยินเสียงหัวร่อกันอย่างหนุกหนาน..
จนได้เวลาเช็คบิลกลับบ้าน น้องนันท์ลูกชายคนเล็กของผม
ดูมีท่าทีแปลกๆ มีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกง
ผมขอดูแกก็ไม่ยอมให้ดู เลยไม่ได้สนใจจะซักอะไรต่อ
รีบพากันกลับบ้าน เพราะฝนฟ้าดูไม่เป็นใจ...
ผมจำไม่ได้ซะด้วยว่าเคยสาบดสาบานไว้กี่ครั้ง .. 

กลับมาถึงบ้านทำโน้น ทำนี่ไปเรื่อย..
ได้ยินเสียงเจ้าลูกชายคนโต กับเจ้าคนเล็กส่งเสียงกันเอะอะ
ผมจึงส่งคุณภรรยาเข้าไปไกล่เกลี่ย สงบศึก..

แต่พอผมออกมาดู..
ปรากฏว่าเจ้าลูกชายคนเล็กกำลังซบหน้า ทำตาปริบๆ กับอกแม่ ไม่ยอมขยับไปไหน..
ผมเลยสอบถามว่าเป็นอะไร แกก็ไม่ยอมตอบ..
คุณภรรยาเลยบอกว่า ลูกชายเอาของเล่นจากที่ร้านมาโดยไม่ บอกใคร
ภาษาที่ฟังง่ายๆ คือ ขโมยนั่นแหละครับ
ถือเป็นความผิดพลาดโดยสุจริต... 
ของเล่นเป็นเพียงเครื่องบินทหารลำเล็กๆ เท่านั้น..
ซึ่งเจ้าลูกชายคนโตมันเห็น จับได้ เลยส่งฟ้องแม่ทันที.. 
จริงๆ ศาลแม่ก็ยังไม่ทันได้พูดอะไร
เพียงแต่ถามว่าลูกเอามาจากไหน ของใครเท่านั้น..
ต่อมสำนึกของลูกชายคนเล็กมันก็เริ่มทำงาน
ถึงความผิดพลาดอันใหญ่หลวง รู้สึกอับอายที่ถูกจับได้..
เราคงสอนให้ลูกหน้าบางเกินไป..กับเรื่องอย่างนี้

ผมบอกลูกว่า มันไม่ใช่ของๆเรา ควรเอาไปคืนนะลูก
แล้วถามต่อว่า อยากเอาไปคืนวันนี้เลยดีไหม๊ พ่อจะพาไป..
เจ้าตัวเล็ก ผมพยักหน้าพร้อมโผเข้ามาขี่หลัง..
เราสองคนพ่อลูกเดินทางกลับไปยังร้านอาหารอีกครั้ง.. 

"พ่อ..ตอนเอาไปคืน เจ๋งรออยู่ในรถได้ไหม๊ เจ๋งไม่ได้เอา รองเท้ามา.." แกต่อรองขณะอยู่ในรถ 
"ไม่เป็นไรหรอกลูก ไม่มีใครว่าอะไรหรอก เดี๋ยวเจ๋งขี่หลังพ่อ ไปก็ได้.." ผมตอบยืนยันให้แกมั่นใจ

การส่งมอบคืนของเล่นชิ้นเล็กๆที่ไม่สำคัญ
แต่กลับยิ่งใหญ่เหมือนดั่งมหกรรมวิ่งส่งไฟคบเพลิงโอลิมปิก ก็ไม่ปาน 
ภาพสโลโมชั่นที่ผมกำลังวิ่งเหยาะๆ โดยมีลูกชายขี่หลัง
พร้อมกับยื่นของเล่นไปข้างหน้า ส่งมอบให้ถึงมือเจ้าของเดิม
ก่อนจะจากกันด้วยรอยยิ้มและคำขอบคุณ.. 

หวังว่าความผิดพลาดเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้..
จะเป็นบทเรียนสอนใจที่ดีให้ลูกได้จำไว้..
 ของอะไรที่ไม่ใช่ของเรา ไม่ควรเอา.. 
ทำผิดก็ยอมรับผิดเถอะ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย.. แต่เป็นความกล้าหาญ 

เสียงปืน กับเสียงประทัด ต่างกันนะลูก..ฟังให้ดีๆ 
โตขึ้น ไปเที่ยวพับ เที่ยวบาร์ โดนใครเหยียบตีน หรือมองหน้า..
อย่าไปถามเขานะว่า "รู้หรือเปล่าว่ากรูลูกใคร"..
เพราะถ้าลูกไม่รู้จริงๆ พ่อคิดว่าให้ลูกไปถามไอ้ปื้ดดีกว่า 
ไอ้ปื้ดมันน่าจะรู้..

และให้เชื่อคำโบร่ำโบราณว่าไว้ "
คนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้"
เพราะคนดีส่วนใหญ่จะโดนถ่วงให้จมน้ำตาย ไม่ไหลไปไหน

แต่ถึงกระนั้น.. 

เราหยุดทำความดีไม่ได้นะลูก
เพราะคนเลวเขายังแข่งขันกันทำความเลวได้ทุกวัน

ความเศร้าของหอยทาก


เคยอ่านนิทานเรื่อง
"ความเศร้าของหอยทากน้อย" 
เขียนโดย นีมิ นันคิชิ ... 
ซึ่งประพันธ์ไว้เมื่อปี พ.ศ.2478 หรือ 70 กว่าปีที่แล้ว

นิทานเก่าแก่ของชาวญี่ปุ่น.. 
ที่มีเนื้อหาเรียบง่าย และไม่ได้แฝงไว้ด้วยความหมายอะไรที่ลึกซึ้ง 
แต่น่าสนใจ 


เรื่องมีอยู่ว่า.. 

วันหนึ่ง.. 
หอยทากตัวหนึ่งเกิดรู้สึกขึ้นมาว่า
เปลือกหอยบนหลังของ ตัวเองเต็มไปด้วยความเศร้า 
มันจึงไปหาเพื่อน.. 
เล่าเรื่องความทุกข์ที่ตนแบกอยู่ให้ฟัง.. 
และรำพึงรำพันว่า.. 
คงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว 

เพื่อนหอยทากได้ยิน 
จึงตอบว่า.. "ไม่ใช่มีแต่เธอเท่านั้นหรอกนะ เปลือกหอยบนหลังของฉัน
ก็เต็มไปด้วยความเศร้าเหมือนกัน.." 

เจ้าหอยทากน้อยได้ยินดังนั้น
จึงจากไปหาเพื่อนอีกตัวหนึ่ง แล้วก็เล่าเรื่องเดิมให้ฟัง.. 
แต่..
ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนตัวไหนก็ให้คำตอบเหมือนกันหมด 
จนในที่สุด เจ้าหอยทากจึงเข้าใจว่า.. 
ใครๆ ก็มีความเศร้าเหมือนกันหมด ไม่ได้มีเฉพาะตัวเองเท่านั้น "
เราจะต้องอดทนแบกรับความเศร้าต่อไป.." 

เรื่องนี้จบลง.. เมื่อเจ้าหอยทากเลิกฟูมฟายกับความเศร้าของมัน
ผมเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้เด็กๆ ฟัง 
สิ่งที่ถูกถามกลับมาอย่างน่าสนใจ คือ.. .. 

"แล้วความเศร้ามันเป็นยังไง?" 

 "ความเศร้า มันคงหนักมาก".. .. ... 

เด็กๆ คงยังไม่รู้จักความเศร้าโศก .. 
หรืออาจจะยังไม่เข้าใจถึงอารมณ์ความฟูมฟาย ... 
ของเจ้าหอยทากน้อยที่ต้องคอยแบกความเศร้าในเปลือกหอย ... 
สิ่งที่ผมชอบใจกับวิธีคิดของเด็กๆ 
คือ ประโยคเด็ดที่ว่า... 
ก็แค่เลิกคิด ก็เลิกเศร้า อ่า ง่าย ดีจัง ... 

ว่าแล้วก็ไปนั่งเล่นกันต่ออย่างหนุกหนาน..


วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ฉันคือ..หุ่นยนต์

CRT2004 Model 25470625

สวัสดีครับ ผมคือ CRT2004Model 25470625 ผมขออธิบายถึงที่มาของผม ผมถูกโปรแกรมพื้นฐานเริ่มต้นให้เป็นหุ่นที่สุภาพปฏิบัติตามคำสั่ง และเริ่มเข้ารหัสโปรแกรมแรก คือ โปรแกรมอนุบาลหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นระบบคำสั่งที่ไม่ซับซ้อน โปรแกรมนี้จะทำให้ผมอ่านหนังสือได้เมื่อมีคำสั่งวาดรูป เข้านอนเมื่อมีคำสั่งผมจะเล่นจะทำการบ้านได้ก็ต่อเมื่อมีคำสั่ง หลังจากนั้นผมจะถูกส่งไปต่อที่โรงงานประถมสำหรับหุ่นยนต์ มีโปรแกรมพื้นที่ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สังคมซึ่งผมจะถูกกำหนดให้นั่งเงียบๆ เรียบร้อยในโรงงานพูดได้เมื่อถูกอนุญาตหรือถูกถามซึ่งผมต้องทำตาม และสุดท้ายของแต่ละช่วงโปรแกรมมีสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ การสอบ....

6 ปี ในโรงงานประถมสำหรับหุ่นยนต์ ผมจะถูกปรับปรุงและส่งต่อไปที่โรงงานมัธยมหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ผมจะต้องทำให้ดีที่สุด เพื่อที่จะผ่านไปสู่มหาวิทยาลัยหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นกระบวนการสุดท้ายที่จะทำให้ผมเป็นหุ่นยนต์ที่สมบูรณ์แบบ มีข้อมูลงาน การอ่าน ท่องจำ การแข่งขันมากมายที่ถูกป้อนในหน่วยความจำของผมมีการทดสอบเป็นพันๆ ครั้ง การใช้โปรแกรมเสริมพิเศษทางด้านกีฬา ดนตรี และโปรแกรมติวเข้มอย่างหนัก ซึ่งทำให้ผมได้ผ่านไปยังจุดหมายที่กำหนดไว้ได้......

ปัจจุบันผมกำลังจบจากมหาวิทยาลัยหุ่นยนต์ โรงงานแห่งการกำหนดโปรแกรมขึ้นสูงสุด ที่ผมต้องใช้พลังงานทั้งหมดในการสะสมข้อมูล ความจำเพื่อให้ผ่านการทดสอบและถูกส่งออกไปทำงานต่อไป

ในแต่ละรุ่นจะมีหุ่นยนต์ที่ผ่านกระบวนการผลิตมากมาย แม้จะมีหุ่นยนต์มากมายที่ผ่านการทดสอบเป็นหุ่นยนต์ที่สมบูรณ์แล้ว แต่พวกผมก็ยังมีความกังวล เนื่องจากระบบโปรแกรมที่ผ่านมาทำให้ผมกลัวการ กระทำที่แตกต่างจากคำสั่ง ผมกลัวต่อความล้มเหลว เป็นปัญหาสำคัญของระบบที่ทำให้ผมและหุ่นยนต์ตัวอื่นๆ ทุกตัวไม่สามารถพัฒนาตัวเองไปจากคำสั่งพื้นฐานปกติได้

ในอีก 5ปีข้างหน้า จะมีหุ่นยนต์รุ่นใหม่ๆ ผลิตออกมาอีกมากมายที่ถูกสร้างตามแนวทางและโปรแกรมแบบเดียวกัน แต่มีความเข้มงวดต่อกระบวนการผลิตมากขึ้นอีก

ทุกวันนี้ความวิตกกังวลและความกลัวของผมลดลงไปมาก ผมยังหวังว่า สักวันผมจะมีการพัฒนาตัวเองในการหาแนวทางใหม่ๆที่นอกเหนือโปรแกรมคำสั่งเดิมๆ ผมคิดว่าผมจะพัฒนาตัวเองไปเป็น "มนุษย์ที่สมบูรณ์" ได้บ้าง


วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

V FOR VENDETTA

V for Vendetta สร้างจากนิยายภาพที่แต่งโดย อลัน มัวร์ และวาดภาพประกอบโดย เดวิด ลอยด์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากนวนิยายอมตะอย่าง 1984 ของจอร์จ ออร์เวลล์ และถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี ๒๕๔๗ ภายใต้การกำกับของ เจมส์ แม็คทีก อย่างไรก็ดี อลัน มัวร์ ไม่ประสงค์มีชื่ออยู่ในเครดิตผู้แต่งบทดั้งเดิม เนื่องจากตัวเขาไม่เห็นด้วยกับการนำเอางานของเขามาสร้างเป็นภาพยนตร์นับตั้งแต่ความผิดหวังใน The League of Extraordinary Gentlemen ฉบับภาพยนตร์เมื่อปี ๒๕๔๕ ทำให้เครดิตผู้แต่งบทดั้งเดิมของ V for Vendetta ปรากฎเพียงชื่อของ เดวิด ลอยด์ เพียงรายเดียว (เช่นเดียวกับ Watchmen ผลงานชิ้นเอกของมัวร์ ที่ในฉบับภาพยนตร์นั้นปรากฎชื่อของ เดฟ กิ๊บบอนส์ ในฐานะผู้แต่งนิยายภาพเพียงคนเดียวเท่านั้น) 

เรื่องราวของ V for Vendetta อยู่ในประเทศอังกฤษ ค.ศ 2038 ที่ถูกปกครองโดยฝ่ายขวาจัดนำโดยผู้นำชื่อ อดัม ซัทเลอร์ ซึ่งก้าวสู่อำนาจจากการชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย รัฐบาลของซัทเลอร์ทำการจัดระเบียบสังคมอย่างเข้มงวดในเชิงอนุรักษ์นิยม มีการใช้กำลังกำจัดศัตรูทางการเมือง รวมถึงกลุ่มที่ถูกมองว่า"เป็นภัยต่อศีลธรรมอันดีงาม" มีการควบคุมและบิดเบือนสื่อให้เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล มีผู้หลักผู้ใหญ่ที่ได้รับความเคารพจากสังคมเป็นสมาชิกพรรคที่เป็นเสมือนเสาค้ำอำนาจ มีการออกกฎหมายควบคุมพฤติกรรมประชาชนโดยอ้างถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีการบิดเบือนและปิดบังประวัติศาสตร์ และที่เด็ดสุดคือ มีการแขวนรูปของซัทเลอร์ไว้บนผนังของทุกบ้าน เวลาผ่านเลยไปจนประชาชนเริ่มจะไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับการเมืองน้ำเน่าจนกระทั่งการปรากฎตัวของ V ผู้สวมหน้ากาก กาย ฟอว์คส์ ที่ออกมาท้าทายอำนาจรัฐ และจุดดวงไฟแห่งเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนขึ้นมาอีกครั้ง ภาพยนตร์เรื่องนี้มีแนวโน้มเอียงไปทางดราม่าปรัชญาการเมืองมากกว่าจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่ออกมาต่อสู้แบบขจัดคนพาลอภิบาลคนดี เพราะท่าน V ผู้นี้หาได้ทำเพื่อคุณธรรมค้ำจุนโลกใดๆไม่ แต่ทำเพื่อทวงคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเรียกร้องให้ผู้อื่นได้เบิกตาสำรวจศักดิ์ศรีของตนเอง การต่อสู้ของ V ถูกรัฐบาลประณามว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ผู้สร้างความแตกแยก ผู้ทำร้ายสังคม ฯลฯ แต่อย่างไรก็ไม่อาจบิดเบือนจิตสำนึกของความเป็นมนุษย์ภายในตัวประชาชนไปได้... 

จุดนี้นี่เองที่ผมคิดว่าเป็นอะไรที่อุดมคติ และเป็นความโชคดีอย่างเหลือแสนจริงๆของ V ที่มีประชาชนที่"หูตาสว่าง"เป็นอย่างยิ่ง เช่นนี้ และน่าสงสัยเหลือเกินว่าทีมประชาสัมพันธ์ของซัทเลอร์ทำงานกันยังไง ถึงไม่สามารถนำเอาท่านผู้นำซึ่งดำรงตำแหน่งมาอย่างยาวนานและวางรากฐานต่างๆในการยึดเก้าอี้ไว้ได้มากพอสมควรแล้ว เข้าสู่ใจของประชาชนได้ ซึ่งหากคุณลองมองโลกของความเป็นจริงจะพบว่า ผู้นำเผด็จการที่ครองตำแหน่งมาอย่างยาวนานของทุกประเทศในโลก ล้วนทำการประชาสัมพันธ์อย่างแข็งขันจนสามารถครองใจผู้คนได้ "ความจงรักภักดี คือสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้นำเผด็จการ" จึงเป็นเรื่องน่าสงสัยว่า ซัทเลอร์ อยู่ในตำแหน่งมานานขนาดนั้นได้อย่างไรเมื่อตนไม่สามารถครองความจงรักภักดีจากประชาชนได้ หนำซ้ำยังกลายเป็นที่ขบขันของชาวบ้านชาวช่องเมื่อถูกนำไปล้อเลียนในโทรทัศน์ ซึ่งหากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศเผด็จการบนโลกแห่งความจริงล่ะก็ เชื่อว่าจะมีโทรทัศน์ถูกทุบทิ้งนับล้านเครื่อง และมีการบุกเผาทำลายสถานีโทรทัศน์แห่งนั้นอย่างแน่นอน (ฮิฮิฮิ) 

นึกย้อนเวลากลับไปหาตัวเองเมื่อครั้งยังอ่อนเดียงสา และชมภาพยนตร์เรื่องนี้ครั้งแรกก็ได้แต่นึกสมเพช เพราะเมื่อครั้งนั้นผมได้ใช้ความพยายามทั้งหมดทั้งปวงในการจับประเด็น การก้าวสู่อำนาจของซัทเลอร์ ด้วยการชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเป็นฐานการสนับสนุนจากประชาชน ด้วยหูตาอันมืดบอดทำให้ไม่อาจมองเห็นพฤติกรรมอันเป็นเผด็จการที่หนังได้ตีแผ่ออกมาอย่างเสร็จสรรพและเข้าใจง่ายไม่ต้องปีนบันได ราวกับว่าป้อนเข้าปากแล้วแต่ทำเป็นดื้อไม่ยอมกิน อย่างไรอย่างนั้น จริงอยู่ผู้นำเผด็จการบางรายอาจขึ้นสู่อำนาจได้ด้วยการเลือกตั้ง แต่ประเด็นสำคัญของเผด็จการไม่ได้อยู่ที่การชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเลย แต่มันอยู่ที่การอ้างเอาความดีงามทั้งหลายทั้งปวงมาสร้างฐานอำนาจให้ตนเองอยู่เหนือบุคคลทั่วไปจนถึงขั้นไม่อาจแตะต้องได้ ป่าวประกาศความดีงามของตนเพื่อเรียกร้องความจงรักภักดีจากประชาชนโดยห้ามตั้งข้อสงสัยเป็นเครื่องตอบแทน ใช้สื่อมวลชนเป็นกระบอกเสียงในการประชาสัมพันธ์ตัวเอง มีข้อหา"กบฎผู้ไม่จงรักภักดี" ไว้โจมตีฝ่ายตรงข้ามและกันท่าสังคมจากความสงสัยในชนชั้นปกครอง ใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชนที่ต้องการเรียกร้องศักดิ์ศรีแล้วบิดเบือนข่าวไปเป็นการยกย่องเจ้าหน้าที่ "ผู้ปฏิบัติหน้าที่เยี่ยงวีรบุรุษเพื่อปราบปรามผู้ไม่หวังดีต่อบ้านเมือง" รวมถึงบิดเบือนประวัติศาสตร์ ด้วยหวังโหมกระพือความดีงามของตนเพื่อเรียกร้องความจงรักภักดีเป็นสิ่งตอบแทน พร้อมทั้งยังกลบเกลื่อนให้ผู้คนหลงลืมวันแห่งการประกาศอิสรภาพ วันแห่งศักดิ์ศรีที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของประชาชนไป แม้จะมีตัวละครที่ค่อนไปทางแฟนตาซีอย่าง V แต่เขาคือสัญลักษณ์ของทุกสิ่งทุกอย่างที่"ความเป็นเผด็จการผู้อ้างอิงศีลธรรมอันดีงาม" ได้พรากไปจากสังคม ดังนั้น V for Vendetta จึงเป็นภาพยนตร์ทรงคุณค่าในเชิงการเมือง ไม่ใช่ภาพยนตร์บู๊สนั่นเพื่อความบันเทิงแต่อย่างใดเลย อย่างไรก็ดี สำหรับประเทศที่อยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทั้งที่รู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ภาพยนตร์เรื่องนี้คือบททดสอบความตาสว่างชั้นดี ว่ายังคงยึดติดกับความดีงามที่ถูกฉาบติดกันไว้ด้วยแรงประชาสัมพันธ์ เพื่อก่อตัวเป็นโล่ห์พรางกายพร้อมทั้งยังเป็นนิทรรศการสำหรับเรียกร้องความจงรักภักดี จนกระทั่งมองภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นแค่ 2 ชั่วโมงที่กล่าวถึงเรื่องไกลตัวอันแสนน่าเบื่อ หรืออาจเพียงนำเอาประเด็นยิบย่อยไปจับผิดบุคคลตัวเล็กๆที่ไม่นิยม แต่หากว่าดวงตาได้เบิกกว้างและมองเห็นความเป็นมาและความ"ควรจะ"เป็นไปอันแท้จริงแล้ว ภาพยนตร์เรื่อง V for Vendetta จะเป็นกระจกสะท้อนภาพของเรื่องใกล้ตัวที่พบเห็นทุกเมื่อเชื่อวัน ที่จะทำให้ "ซาบซึ้ง" และอิจฉาชาวอังกฤษ(ในเรื่อง)ที่พร้อมใจกันตาสว่างอย่างแท้จริง

เขียนโดย I'M JUST A JEALOUS GUY 

วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ลิง 5 ตัว




เรื่องลิง 5 ตัวนี้ เป็นการทดลองทางพฤติกรรมศาสตร์ของวิชาจิตวิทยาที่ปฏิวัติตัวเอง จากการศึกษาเรื่องจิต มาศึกษาเรื่องพฤติกรรมแทน จัดว่าเป็นการกระโดดข้ามสายวิชาการจากสาขามนุษยศาสตร์ เข้าสู่สาขาวิทยาศาสตร์อย่างมั่นอกมั่นใจ   ซึ่งนับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมากทีเดียวพอๆ กับ ความน่าแปลกใจที่คนที่ศึกษาวิชาจิตวิทยาไม่น้อยเลยที่ไม่ตระหนักถึงปรากฏการณ์เช่นนี้ว่าเกิดมีขึ้นมาตั้งนานแล้ว
ทีนี้มาว่ากันเรื่องการทดลองทางพฤติกรรมศาสตร์เรื่องลิง 5 ตัวดีกว่า
กล่าวคือฝรั่งเขาทดลองเอาลิง 5 ตัวมาขังไว้ในห้องหนึ่ง    ตรงกลางห้องมีบันไดตั้งอยู่สูงถึงเพดาน   ที่สุดปลายบันไดนั้นมีกล้วยสุก 1 หวีแขวนอยู่ แต่ถ้าใครไปปีนบันไดเข้าก็จะมีน้ำเย็นเฉียบฉีดกระจายไปเต็มห้องไม่หยุดจนกว่าจะไม่มีใครอยู่บนบันไดนั้น
บรรดาลิง 5 ตัวนั้นได้เรียนรู้เรื่องนี้แบบ “Learning by doing” คือปีนขึ้นไปแล้วก็โดนน้ำเย็นด้วยกันทั้งหมด จนกระทั่งหากเกิดมีลิงตัวไหนหน้ามืด อยากกินกล้วยจะเสี่ยงปีนบันไดขึ้นไปอีก     ลิงอีก 4 ตัวก็ต้องกรูกันเข้าไปขัดขวางและซ้อมลิงตัวที่หน้ามืดเป็นยกใหญ่    เนื่องจากไม่อยากโดนน้ำเย็นให้หนาวสั่นโดยใช่เหตุ
ในที่สุดลิงทั้ง 5 ตัวก็ไม่สนใจที่จะปีนบันไดอีกเลย……เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วฝรั่งก็เอาลิงออกไปตัวหนึ่งแล้วเอาลิงตัวใหม่เข้ามา
เจ้าลิงตัวใหม่นี้เมื่อเข้ามาอยู่ในห้องแล้วเห็นกล้วยอยู่บนปลายสุดของบันได ก็จัดแจงจะปีนบันได     แต่ก็ถูกลิงรุ่นพี่อีก 4 ตัวรุมลากตัวมา พร้อมกับซ้อมเสียจนเข็ดหลาบไม่กล้าเข้าไปใกล้บันไดอีกต่อไป
คราวนี้ถึงช่วงเวลาที่น่าสนใจมากคือการเอาลิงดั้งเดิมออกจากห้องอีก 1 ตัว    แล้วเอาลิงตัวใหม่เข้ามาไว้แทน   ที่น่าสนใจก็คือเจ้าลิงตัวใหม่ก่อนหน้าลิงตัวใหม่เอี่ยมนี้  จะรวมหัวกับเจ้าลิงตัวใหม่เอี่ยมนี้ปีนบันไดขึ้นไปเอากล้วย หรือว่าจะร่วมมือกับลิงดั้งเดิม 3 ตัวซ้อมเจ้าลิงตัวใหม่เอี่ยม
ผลก็คือ 4 รุม 1
เจ้าลิงตัวใหม่ก่อนหน้านี้โดนแรงกดดันของกลุ่มใหญ่เดิมเข้าร่วมบาทาสามัคคีด้วย ทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมจึงต้องรุมซ้อมลิงตัวใหม่เอี่ยมด้วย
หลังจากนั้นก็เอาลิงมาเปลี่ยนทีละตัว จนในที่สุดมีลิง 5 ตัวที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการปีนบันไดเลยอยู่ในห้องทดลองเดียวกันนี้   แต่ไม่มีลิงตัวใดสนใจที่จะปีนบันไดอีกต่อไปโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงเลยว่าทำไมจึงทิ้งกล้วย 1 หวีให้เน่าเสียไปเปล่าๆ
ผลการทดลองเรื่องลิง 5 ตัวนี้    เอาไปใช้อธิบายพฤติกรรมได้ดีพอสมควร  ไม่เฉพาะแต่เรื่องของลิงเท่านั้น   บางทีก็เอามาประยุกต์กับพฤติกรรมกลุ่มของมนุษย์ได้เหมือนกัน
เช่น การรับน้องใหม่,   นโยบายหรือวัฒนธรรมองค์กร (CORPORATE CULTURE) ที่ ยึดถือปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัด แม้จะไม่ สามารถอธิบายเหตุผลหรือที่มาที่ไปของการประพฤติ (NORMS) และ การปฏิบัติ  (STANDARD) ก็ตาม
…..
คำถามถามว่า มีลิงแบบนี้อยู่กี่ตัวใน…..

วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2555

I was here

 

...ฉันอยากจะทิ้งร่องรอยของฉันเอาไว้บนทรายแห่งกาลเวลา
 รู้ว่ามีบางอย่าง สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่ฉันทิ้งไว้เบื้องหลัง
เมื่อฉันจากโลกที่ฉันเคยอยู่ไป ฉันจะจากไปโดยไม่เสียใจ
เพราะฉันทิ้งบางอย่างอย่างให้คนได้จดจำ เพื่อที่จะเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่วันลืม.. 

..ฉันแค่อยากให้พวกเขาได้รับรู้ว่าฉันได้ให้ทุกสิ่งทุกอย่าง
สิ่งที่ฉันทำอย่างดีที่สุด ทำให้คนทุกคนมีความสุข
และสร้างโลกแห่งนี้ที่ฉันเคยอยู่ให้ดีขึ้น
เพียงเพราะว่า . . I was here... ..ฉันเคยอยู่ที่แห่งนี้..

 แปลโดย :: แอดมินพิคซี่

วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

The Hero




There's a hero
นั่นไง วีรบุรุษ

If you look inside your heart
ถ้าคุณมองเข้าไปในหัวใจ

You don't have to be afraid
คุณไม่จำเป็นที่จะต้องกลัว

Of what you are
กับสิ่งที่คุณเป็น

There's an answer
นั่นแหละ คือคำตอบ

If you reach into your soul
ถ้าคุณเข้าไปในจิตวิญญาณของคุณ

And the sorrow that you know
และความเศร้าใจที่คุณเคยรู้จัก

Will melt away
จะละลายไป
 
Chorus
 
And then a hero comes along
และวีรบุรุษจะมาพร้อมกับ

With the strength to carry on
พลังที่จะดำเนินต่อไป

And you cast your fears aside
และคุณจะทิ้งความกลัวของคุณออกไป

And you know you can survive
และคุณจะรู้ว่าคุณสามารถมีชีวิตดำเนินต่อไป

So when you feel like hope is gone
ดังนั้นเมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกไม่มีความหวัง

Look inside you and be strong
มองเข้าไปภายในและเข้มแข็งเอาไว้

And you'll finally see the truth
แล้วคุณจะเห็นความจริง

That a hero lies in you
ว่ามีวีรบุรุษอยู่ในตัวคุณ
 
It's a long road
มันเป็นเส้นทางที่ยาวไกล

When you face your world alone
เมื่อคุณ โลกของของคุณ อยู่อย่างเดียวดาย

No one reaches out a hand
ไม่มีใครยื่นมือเข้ามา

For you to hold
เพื่อให้คุณจับ

You can find love
คุณจะสามารถหาความรักได้

If you search within yourself
ถ้าคุณสำรวจภายในของคุณ

And the emptiness you felt
และความรู้สึกว่างเปล่าของคุณ

Will disappear
จะหายไป
 
Chorus
 
Lord knows
ท่านลอร์ดรู้

Dreams are hard to follow
ความฝันนั้นยากที่ไปถึง

But don't let anyone
แต่ไม่ต้องสนใคร

Tear them away
ทิ้งพวกเขาออกไป

Hold on
ดำเนินมันมันต่อไปแม้ว่าจะต้องลำบากก็ตาม

There will be tomorrow
พรุ่งนี้ยังมีเสมอ

In time
ไม่ช้าก็เร็ว

You'll find the way
คุณจะหาเส้นทางของคุณเจอ
 



วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2555

The Flowers of War


The Flowers of Warเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของความรักและสงคราม การรวมตัวกันของกลุ่มคนที่ได้ชื่อว่าไร้ค่า ผู้ซึ่งได้เปลี่ยนสถานะกลายเป็นวีรชนจากเงามืดของเมือง ที่อยู่ภายใต้การยึดครอง ภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มต้นจากความหายนะในเมืองนานกิงปี 1937 แต่กลับถ่ายทอดถึงเรื่องราวที่เจิดจรัสของกลุ่มคนเล็กๆ เรื่องราวความรักที่คาดไม่ถึง เศษเสี้ยวเวลาเล็ก ๆ ของความสุขและการเสียสละเพื่อรักษาความหวังเอาไว้ ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นตัวแทนของประเทศจีนที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศปีล่าสุด และเป็น 1ใน 5ภาพยนตร์ที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำด้วย

คริสเตียน เบล (เจ้าของรางวัลออสการ์จาก The Fighter) ร่วมแสดงกับทีมนักแสดงชาวญี่ปุ่นและจีน ในบท จอห์น มิลเลอร์ นักพเนจรชาวอเมริกันปากเปราะ ผู้มาเยือนนานกิงเพื่อแสวงโชคในตอนที่กองทหารผู้รุกราน เปลี่ยนเมืองให้กลายเป็นซากปรักหักพัง ในขณะที่เขามาเยือนโบสถ์ตะวันตก เพื่อฝังร่างของนักบวชผู้ดูแล เขาก็ได้พบกับเด็ก ๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือ ด้วยความเมาไม่ได้สติ เขาได้ทดลองสวมเสื้อคลุมของนักบวชผู้ล่วงลับดู แต่เขากลับพบว่าเสื้อคลุมตัวนั้นมีพลังบางอย่างที่เขาคาดไม่ถึง เขาไม่ได้แค่แสร้งทำตัวเป็นคุณพ่อบาทหลวงเท่านั้น แต่เขายังได้กลายเป็นคุณพ่อไปจริง ๆ เมื่อโบสถ์กลายเป็นสถานที่หลบภัยสำหรับทั้งเด็ก ๆ ที่ไร้เดียงสาและเหล่าผีเสื้อราตรีทั้งหลาย ซึ่งรวมถึงอวี๋โม่ (หนีหนี่) หญิงสาวหัวหน้ากลุ่มผู้มีเสน่ห์ยั่วยวน บัดนี้ ไม่ว่าภัยอันตรายจะรุกคืบเข้ามาคุกคามพวกเขามากแค่ไหน โบสถ์แห่งนี้ก็กลายเป็นสถานที่ที่รวมผู้ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา ที่เต็มไปด้วยดนตรี เสียงหัวเราะ ความรักและความกล้าหาญ

วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2555

The Artist

ฮอลลีวูด ปี 1927
จอร์จ วาเลนติน  เป็นนักแสดงภาพยนตร์เงียบที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ด้วยความมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่ชื่นชอบของแฟนภาพยนตร์มากมาย จนวันหนึ่งเขาได้พบกับ เป๊ปปี้ มิลเลอร์ หญิงสาว ที่เป็นแฟนภาพยนตร์ของเขาในรอบสื่อมวลชนโดยบังเอิญ และต่อมาจอร์จได้เลือกให้เป๊ปปี้ มาเป็นนักเต้นตัวประกอบในภาพยนตร์เรื่องใหม่ของเขา ซึ่งเป็นการเปิดทางให้เป๊ปปี้ เป็นดาราดาวรุ่งในเวลาต่อมา ในยุคที่หนังเงียบกำลังเฟื่องฟูถึงขีดสุด แต่ขณะเดียวกันเทคนิคการสร้างภาพยนตร์มีเสียง เทคโนโลยีใหม่กำลังได้รับความสนใจทีมงานสร้างหนังได้นำเสนอตัวอย่างหนังมีเสียงให้จอร์จดูและบอกว่านี่คืออนาคต แต่ด้วยความทรนงของจอร์จที่ไม่เชื่อว่าหนังมีเสียง จะมาสู้หนังเงียบของเขาได้เพราะเขาเชื่อว่าคนมาดูการแสดงของเขา ไม่ใช่อยากมาฟังเสียง ทำให้เขาและทีมงานถึงจุดที่ต้องแยกทางเดินตามความฝัน จอร์จลงทุนทรัพย์สินส่วนตัวไปกับการเล่นหุ้น และสร้างหนังเงียบตามความเชื่อของเขา ในขณะที่สาวน้อยเป๊ปปี้ซึ่งไต่เต้าจากตัวประกอบกำลังกลายป็นดาวเจิดจรัสในวงการภาพยนตร์มีเสียงมากขึ้นทุกวัน.. 

วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2555

IN TIME เมื่อเวลาเป็นเงิน..เป็นทอง

ผมเห็นโปสเตอร์หนังเรื่องนี้ ติดอยู่ที่หน้าร้านวิดิโอหลายวันแล้ว เดิมทีคิดว่าคงเป็นหนังแนวบู๊ หักเหลี่ยม โจรกรรม ที่คล้ายกับหลายๆเรื่อง ทำให้ผมปฏิเสธที่จะเลือกเช่าหนังเรื่องนี้มาดูตั้งแต่แรก แม้ว่าพี่แตเจ้าของร้านจะการันตีในความมันส์  จนกระทั่งมีโอกาสแวะเวียนไปที่หาเช่าหนังอีกครั้ง หลังจากที่อ่านเรื่องย่อของหนังเรื่องนี้ มีความรู้สึกอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมอยากดู...

คุณจะทำอย่างไร เมื่อชีวิตมีเวลาอยู่อย่างจำกัด?
INTIMEเป็นเรื่องราวของโลกอนาคต ที่มีความเจริญถึงขั้นที่สามารถตัดต่อพันธุกรรม ให้มนุษย์คงความเป็นหนุ่ม เป็นสาวที่อายุ 25 ปี ทำให้นักแสดงทุกคนในเรื่องไม่มีคนแก่ให้เห็นแม้แต่คนเดียว..

แต่ถึงกระนั้นชีวิดที่ได้ความเป็นหนุ่มสาว ไม่แก่ ไม่เฒ่า ไม่เหี่ยวไม่ย่น แต่หลังจาก 25ปี เวลาทุกอย่างจะเป็นสิ่งมีค่าสำหรับทุกคน เพราะจะมีชีวิตหลังอายุ 25 ได้เพียงแค่ 3 ปี ในขณะที่ของกินของใช้ต่างๆ ต้องใช้เวลาในการซื้อหา เอาเวลาแลกอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย  และหากเวลาหมดลงเมื่อไหร ทำให้คนทุกคนจึงต้องดิ้นรนหาเวลาเพื่อต่อชีวิตไปวัน ใครที่ร่ำรวยสามารถมีอายุยืนยาวได้เป็นอมตะ เวลาจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากได้ พยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เวลามาต่อชะตาอายุให้ตัวเอง..

ความสนุกของหนังเรื่องนี้ จึงไม่ได้มีเพียงแค่การไล่ล่าหาเวลาที่มี่ค่ามากกว่าเงินทอง แต่ยังแฝงแง่คิดในเรื่องของเวลาที่สำหรับบางคนมีค่าทุกวินาที   ดูจบแล้วทำให้รู้สึกรัก "เวลา" ขึ้นมาเยอะเลย