แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เติมใจให้กันและกัน.. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เติมใจให้กันและกัน.. แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2558

Dropbox

.
เป็นช่วงเวลาที่เย็นมากแล้ว
ผมกำลังเตรียมตัวจะกลับบ้าน
เห็นปุ๊ พยาบาลที่รับผิดชอบงานคลินิกกำลังง่วนอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อทำงานอะไรบางอย่าง
ผมจึงเดินเข้าไปไถ่ถาม เผื่อว่าจะมีคำถามเกี่ยวกับการใช้งานคอมพิวเตอร์ที่ผมดูแลอยู่

ปุ๊เป็นคนด่านซ้าย..
แต่ไปเติบโตและเรียนหนังสือที่เมืองเลยตั้งแต่เด็กๆ เธอเคยเล่าให้ผมฟังว่ามีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวที่รู้จักกันในด่านซ้ายน้อยมาก หากเป็นเพื่อนที่เมืองเลยดูเธอจะรู้จักและคุ้นเคยกับคนที่นั่นมากกว่า ..
ผมรู้จักปุ๊ในฐานะเป็นลูกสาวของแม่กัล อดีตสามทหารเสือรุ่นบุกเบิกของวงการสาธารณสุขที่อำเภอด่านซ้าย ซึ่งมีแม่กัล แม่สำเร็จ และแม่ติ้ง..
สมัยผมมาบรรจุทำงานครั้งแรกจำได้ว่ายังเรียกทั้งสามคนว่าพี่
แต่พอเวลาผ่านไปไม่รู้ว่ากลายเป็นแม่ เป็นลูกกันตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

ถ้าถามว่าแม่กัลตอนสาวๆ เป็นยังไง ผมว่าดูได้จากปุ๊นี่แหละ..
รูปร่าง หน้าตา ท่าทาง วิธีการพูด เป็นลูกไม้ที่หล่นใกล้ๆต้น

ปุ๊บอกว่ากำลังส่งงานไปทางอีเมล์ของตัวเอง เพื่อจะได้สามารถเอางานกลับไปทำที่บ้าน
พร้อมกับพรั่งพรูปัญหาต่างๆที่เกิดความไม่สะดวกสบายจากนโยบายป้องกันไม่ให้ใช้แฟรชไดร์ฟ
เสียบกับคอมพิวเตอร์
เอ่อ..ที่จริงมันก็เสียบได้อยู่นะเพียงแต่มันไม่ทำงานเท่านั้นเอง ผมคิดในใจ
จากที่กำลังจะเตรียมตัวกลับบ้าน ผมเปลี่ยนใจนั่งรับฟังปัญหาของพยาบาลดีกว่า

งานหนัก กลับบ้านค่ำ แถมยังต้องหอบงานกลับไปทำที่บ้านอีก
ระบบคอมพิวเตอร์ก็ยุ่งยาก เสียบโน้น เสียบนี่ก็ไม่ได้ บลาๆๆ..
ปุ๊ไม่ได้พูด  แต่ผมรู้สึกได้ว่าอารมณ์เธอคงประมาณนั้น..

แต่ก่อนแค่จัดเก็บงานไว้ในแฟรชไดร์ฟ แต่ตอนนี้ทำงานยากมากขึ้น
เพราะต้องส่งไฟล์ไปทางอีเมล์เพื่อดาวโหลดเอาไปทำงานต่อที่บ้าน
เสร็จแล้วยังต้องส่งกลับมาเพื่อโหลดในที่ทำงาน
เป็นความยุ่งยากที่ทำให้เธอยุ่งเหยิง
เป็นปัญหาที่คาดไม่ถึง..ว่าจะทำให้เพื่อนร่วมงานลำบากเยี่ยงนี้

แต่ผมดีใจนะครับที่ปุ๊พยายามแก้ปัญหา ด้วยการไม่ฝ่าฝืนนโยบาย..
แต่ก็คงแอบค้อนใจกับระบบงานไอทีกันอยู่บ้าง

ฟังปุ๊เล่าปัญหาจบ..
ผมพบว่าเหมือนมีอะไรแว๊ปๆ แล่นแปล๊บเข้ามาในหัว(ใสๆ).

จึงรีบบอกปุ๊ไปว่า
สนใจไหม๊ถ้ามีวิธีที่จะให้สามารถทำงานที่บ้านและที่ทำงานได้ง่ายมาก
โดยไม่ต้องใช้แฟรชไดร์ฟ
และไม่ต้องส่งไฟล์เพื่อไปดาวโหลดกลับไป กลับมา..แบบนี้

ตอนนั้นผมเองก็ยังนึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไร
แต่คลับคล้าย คลับคลาว่าเคยผ่านหู ผ่านตา เกี่ยวกับโปรแกรมอะไรซักอย่าง
ที่มันน่าจะตอบโจทย์ และช่วยแก้ปัญหาของปุ๊ได้

อยากให้น้องทำงานได้สะดวก สบาย กลับบ้านได้ไวขึ้น
โดยที่นโยบายไอทีไม่ใช่ปัญหา
ผมคิดแค่นั้น..

นั่นเป็นเรื่องราวที่ทำให้ผมได้รู้จักค้นหา
และนำ Dropbox มาใช้ในโรงพยาบาลครั้งแรก









วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2558

จดหมาย..

วันนี้มีโอกาสได้พูดคุยกับคนที่ทำงานอยู่ไปรษณีย์..
มีคำถามหนึ่งที่ผมสงสัยใคร่รู้มานานมากว่า..
เดี๋ยวนี้..
ยังมีคนเขียนจดหมายส่งถึงกันอยู่ไหม๊?
...
เป็นคำถามประมาณว่า..
ชวนพูดชวนคุย หาหัวข้อสนทนากัน..
แต่คำตอบที่ได้รับกลับจริงจังมากกว่า..
...
เขาบอกว่า
เอกสาร สิ่งพิมพ์ของธุรกิจเอกชน
หรือหนังสือราชการต่างๆ ยังมีส่งถึงกันปกติ
แต่ถ้าเป็นจดหมาย..
ยังมีที่เด็กนักเรียนฝึกเขียนส่งถึงกัน
ส่วนจดหมายที่ส่งถึงกัน
จะเป็นประเภทที่ว่าหากันไม่เจอ
แต่พอจะรู้ที่อยู่..
ก็ยังมีจดหมายแบบนี้บ้าง แต่ไม่มากนัก
แต่ที่ยังมีส่งกันเยอะเป็นปกติ คือ
จดหมายที่ญาติเขียนส่งหาคนที่อยู่ในเรือนจำ
เข้าใจว่าคงเป็นไปตามระเบียบ
เจ้าหน้าที่เขาคงไม่อนุญาตให้ติดต่อสื่อสารด้วยวิธีอื่นๆ
นอกจากจดหมาย..
หากใครยังจะใช้การสื่อสารด้วยวิธีการส่งจดหมาย
ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวล้ำนำสมัย..
ส่งข้อความได้ไวเท่าความคิด และปลายนิ้วสัมผัส
ดูจะเป็นวิธีที่ไม่เหมาะกับยุคสมัย..
แต่ทุกครั้งที่ได้รับ
แกะซอง เปิดอ่าน..
กวาดสายตาไปตามตัวอักษร
จินตนาการ มโนภาพไปตามเรื่องราว
กระดาษบางๆ ที่บรรจุสาร
สื่อถึงความสุข ความทุกข์ ความคิดถึงกัน
จดหมายแม้จะถึงช้า
แต่หลายคนบอกว่าคุ้มค่า..ที่จะรอคอย
...............
ผม..

จำไม่ได้แล้วว่าเคยเขียนจดหมาย
ใส่ซอง ติดแสตมป์ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่



วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2558

มังกรของอาตี๋..



เพลงอาตี๋ สักมังกร ของเพลิน พรมแดน เป็นเพลงออกแนวตลกๆ ฮาๆ ว่าด้วยเรื่องของอาตี๋คนหนึ่งที่เดินทางมาหาอาจารย์สักยันต์ที่มีชื่อเสียง บอกความต้องการว่าอยากจะสักมังกร..และไม่ใช่มังกรธรรมดาๆ

"มังกร 9 หัว ตัวใหญ่ๆ หางยาวๆ มีหนวด มีเขามีเท้า มีนิ้ว มีเล็บ และคาบแก้วล่วย.."
ป้าด..แค่จินตนาการก็ทึ่งแล้วว่าจะเป็นรอยสักที่งดงามแค่ไหน

แต่สักไปสักมา อาตี๋เริ่มอออกอาการเพราะทนเจ็บไม่ไหว ขอหยุด และเปลี่ยนรูปลักษณ์ของมังกรใหม่ด้วยเหตุผลและข้ออ้าง  จนมังกรแทบจะไม่ต่างกับงูเขียว หรือดิน..หรือไม่ก็ปลาไหล

ดูไป ฟังไป ขำไป.. ฮาไป  เพลงสนุกแต่เนื้อหาโคตรตลกเหลือร้าย..

บทสรุปสุดท้ายของเพลงอาตี๋สักมังกรจบลงพร้อมกับความอดทนของอาจารย์เพลิน ที่หมดความอดกลั้นเพราะรับไม่ได้กับมังกรของอาติ๊ที่มีแนวโน้มจะทรานฟอร์เมอร์เป็นปลาไหล ด้วยคำขอสุดท้ายที่บอกว่า
" อาจารย์คัก อั๊วว่า มังกรไม่ต้องต้องเอาเกล็ดลีกว่าคับ.."

คนอย่างอาตี๋สักมังกร ทำให้ทุกข้ออ้าง เหตุผล ข้อต่อรอง ลงเอยกันอย่างเหมาะเจาะ

อาตี๊..ไม่ได้รอยสักมังกรอย่างที่เขาอยากได้  หรือเขาคงไม่อยากได้รอยสักมังกรนั้นจริงๆ



วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เอาชีวิตให้รอด จากการจมน้ำ


ผมมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับ "น้ำ" ถึง 3 เรื่องใหญ่ๆ ซึ่งแต่ละเรื่องส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางความคิด ชีวิต ความเชื่อ และการดำเนินชีวิตหน้าที่การงานของผมหลายอย่าง..
เรื่องแรกเกิดขึ้นเมื่อตอนผมอายุประมาณ 7 ขวบ ซนกำลังได้ที่สมองยังไม่ได้เมมโมรี่คำว่ากลัว ที่บ้านอยู่ใกล้วัด เด็กๆอย่างพวกผมมักชอบไปฝากตัวเป็นศิษย์ก้นกุฎิ เพราะที่วัดจะมีขนมให้กินเป็นประจำทุกวัน ในฤดูน้ำหลากจะมีน้ำท่วมขังเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของคนที่บางมูลนาก และเป็นเรื่องปกติของเด็กๆที่มักจะแอบไปเล่นน้ำกันเป็นประจำ และวันนึงผมเกือบพลาด น้ำท่วมบริเวณชานหน้าบ้านที่ไปเล่นกันเป็นประจำ น้ำขุ่นมากทำให้มองไม่เห็นพื้น เด็กๆเล่นน้ำไป หยอกล้อกันไป เล่นกันอย่างหนุกหนาน และจู่ๆผมก็หายวับลงไปใต้พื้นน้ำอย่างไม่ทันตั้งตัว
กลไลร่างกายของคนเวลาจมน้ำ จะกลั้นหายใจอัตโนมัติ ความรู้สึกตกใจ ประหลาดใจ ตื่นเต้น กลัว ผสมผสานเป็นโลกใต้น้ำที่แปลกใหม่ ผมลืมตาดูโดยไม่ได้ตั้งใจ สายน้ำกำลังเย็นสบาย มองเห็นแสงวับๆกับยินเสียงผู้คนกำลังส่งเสียงเอะอะโวยวายอยู่บนหัว ลอยเคว้งคว้างนิ่งสงบอยู่อย่างนั้นนานเท่าไหร่ไม่รู้ เริ่มรู้สึกอึดอัด พยายามขยับร่างกายที่กำลังล่องลอยไปอย่างไร้ทิศทาง หายใจไม่ได้เหมือนใจจะขาดรอนๆ ภาพในน้ำเริ่มเลือนลางใกล้มืดสนิท เหมือนกำลังจะหลับ แต่รู้สึกถูกดึงจากทางด้านหลัง และนั่นก็เป็นความรู้สึกครั้งสุดท้ายที่ยังรู้สึกตัว มีคนเล่าให้ฟังว่าผมตกน้ำแต่มีคนช่วยคว้าขึ้นมาได้..เกือบสบายไปแล้ว กลับบ้านโดนยายด่า ลุง ป้า น้า อา สวดยับไม่มีชิ้นดี หลังจากนั้นชีวิตผมก็เป็นเด็กกลัวน้ำมาตลอด ไม่เคยได้ย่างกรายไปใกล้น้ำอีกเลย
เรื่องที่สอง ผ่านมา 20 ปี พอดิบพอดี ไปฝึกงานที่โรงพยาบาลอุบลรัตน์จังหวัดขอนแก่นในปี 2533 ที่นั่นมีแหล่งน้ำที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่รู้จักกันดี คือ เขื่อนอุบลรัตน์ และมีนักท่องเที่ยวนิยมไปนั่งเรือชมทิวทัศน์รอบเขื่อน ซึ่งแม้ว่าจะฝึกงานกินนอนที่นั่น 6 เดือน นั่งเรือชมเขื่อนไม่เคยอยู่ในหัว
ผมกำลังทำงานอยู่ที่สถานีอนามัยโคกสูง พี่เลี้ยงบอกว่าโรงพยาบาลให้น้องๆ พอ. เข้าไปช่วยงานด่วนที่โรงพยาบาล เพราะมีเหตุเรือล่มที่เขื่อนอุบลรัตน์ นักท่องเที่ยวบนเรือเป็นนักศึกษาหลักสูตรเจ้าพนักงานเภสัชกรรม จากวิทยาลัยการสาธารณสุขหลายแห่ง ที่มาประชุมกันที่จังหวัดขอนแก่น
มารู้ทีหลังว่าหลายคนที่เสียชีวิตในวันนั้นเป็นน้องๆที่ผมและเพื่อนรู้จักกันดีเพราะเรียนที่เดียวกัน เรือจมช่วงบ่ายๆ แต่กว่าจะได้ศพแรกขึ้นมาเกือบห้าโมงเย็น เป็นงานรับอุบัติเหตุหมู่ครั้งแรกที่แสนเศร้า เพราะเราเสียเพื่อน น้อง คนรู้จักไปหลายคน และนั่นเป็นเหตุการณ์เกี่ยวกับน้ำที่ไม่น่าจดจำ ตอกย้ำความกลัวน้ำ แถมการลงขึ้นรถลงเรือไปเหนือล่องใต้พ่วงเข้ามาอีก..
เรือไม่เอา เรือบินก็ไม่อยากนั่ง.. กัว
แน่นอนครับ กลัวน้ำขนาดนี้ ผมไม่เคยคิดจะไปตีซี้สนิทสนมอะไรกับที่เกี่ยวกับน้ำแน่ๆ แต่อย่างว่าแหละครับชีวิตไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ผมได้รับมอบหมายงานที่ทางโรงพยาบาลร่วมกับภูนาคำรีสอร์ทจะจัดกิจกรรมสอนว่ายน้ำให้กับเด็ก โดยจะเชิญครูอุ้ย ซึ่งเป็นนักกีฬาว่ายน้ำที่เป็นจิตอาสามาช่วยสอนในช่วงปิดเทอมให้กับเด็กๆ นอกจากไปดูแลครู ดูแลเด็ก ผมควรจะลงน้ำช่วยสอนเด็กด้วย
ให้ผมช่วยดูแลเรื่องการสอนว่ายน้ำนี่นะ !! แอบขำในใจ
ลำพังตัวเองยังจะเอาไม่ค่อยจะรอดเลย และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นและจุดพลิกผันดันชีวิตให้ผมมาเป็นครูสอนเด็กว่ายน้ำอย่างไม่ได้ตั้งใจ..
มิน่าโบราณถึงว่า เกลียดอะไร มักได้อย่างนั้น ดูท่าจะจริง (ฮา)

สระว่ายน้ำในโลก ในประเทศไทย หรือแม้แต่ในอำเภอด่านซ้าย ก็มีไม่น้อยนะครับ สิ่งที่เรามักจะเห็นกันบ่อยๆ คือ มีคนได้ใช้มันจริงๆไม่กี่คน ตามโรงแรม รีสอร์ท บ้านพัก โอกาสที่เด็กๆจะได้ไปเล่น ไปใช้บริการก็ต้องจ่ายกันหลายตังค์ เพราะต้นทุนทำสระว่ายน้ำการดูแลรักษาไม่ใช้ถูกๆ ไหนจะค่าชุด อุปกรณ์ ค่าน้ำมันรถเดินทาง ค่าจ้างครูฝึก ฯลฯ เอาเป็นว่าถ้าคุณไม่ใช่แขก VIP และคุณไม่มีตังค์ก็นั่งมองไปก่อน
ผู้ปกครองหลายคนเลยจนใจ ยอมรับสภาพ เด็กลุ่มน้ำหมันรุ่นใหม่ๆ จึงเป็นเด็กที่ว่ายน้ำไม่เป็น ชีวิตจึงฝากไว้กับวัดกับดวง ไปเสี่ยงเอาละกันตามบุญทำกรรมแต่งของแต่ละคน

หากไปถามเรื่องนี้กับผู้หลักผู้ใหญ่ที่นิยมขุดลอกคลอง ก่อสร้างในบ้านในเมืองไทยเรา ความจำเป็นในการสร้างสระว่ายน้ำน่าจะติดโผอันดับท้ายๆ ของสิ่งที่มองไม่เห็นว่าจำเป็นตรงไหน..
แต่ถ้าถามคนเป็นพ่อแม่ว่าห่วงอะไรลูกบ้าง?
คงไม่พ้นเรื่องเรียน อุบัติเหตุ ติดยา เพศสัมพันธ์ และกลัวลูกตกน้ำป๋อมแป๋มตาย
เพราะว่ายน้ำไม่เป็น
ความห่วงความกังวลเรื่องลูกว่ายน้ำไม่เป็น น่าจะติดโผหนึ่งในสิบ
ที่โรงพยาบาลเราคิดต่างครับ แถมยังฝันเป็นตุเป็นตะว่าสักวันจะมีสระว่ายน้ำเป็นของเราเอง และฝันเป็นจริง
เด็กๆกับการเล่นน้ำ มีคนบอกว่าเป็นของคู่กัน และผมเชื่อว่ามันจริง
หากคุณมองเห็นแววตา ได้ยินเสียงหัวเราะ สัมผัสความสนุกสนาน ความเป็นธรรมชาติของเด็กเมื่อได้เล่นน้ำ อากาศจะร้อน จะหนาว ยังไงก็ยังมีความสุข ดูแล้วรู้สึกย้อนวัยว่า " เฮ้ย นี่มันชีวิตเราในวัยเด็กเลยนี่หว่า! "
งานสอนว่ายน้ำ กลายเป็นประจำที่ทำแล้วสนุกอีกงาน เพราะความสุขไม่ต้องทำวิจัย ไม่ต้องทำ R2R
และที่สำคัญงานนี้สำหรับเด็กๆ ผมพบว่ามีจะผู้ใหญ่ใจดีพร้อมจะช่วยสนับสนุนเสมอ
นี่คือ สามเรื่องสำคัญๆ ที่เกี่ยวกับ "น้ำ" ที่มีอิทธิพลต่อผม
จริงๆมีอีก "น้ำ" ที่สำคัญมาก..
เอ่อ แต่เรื่องนี้ขอเป็นฟามลับสุดยอด

วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

อยาก..



อยากได้ อยาก
อยากมี อยากดี อยาก
อยากเด่น อยากเก่ง อยากรวย

อยากสวย อยากหล่อ

อยาก อยาก  อยาก

O

     O

               
O       

                O




วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2558

บฉ 5436 เลย

รถปิกอัพป้ายทะเบียน บฉ 5436 เลย เป็นรถยนต์คันแรกที่ผมซื้อเมื่อปี 2546 ตอนนั้นมีโตโยต้า เจ้าเดียวที่มีเครื่อง D4D Commonrail ซึ่งว่ากันว่าประหยัดน้ำมันสุดๆในยุคนั้น ผมเลือกสีเทาดำดูทึมๆ ซึ่งต่างจากสีอื่นที่กำลังเป็นที่นิยมกัน นั่งหลังพวงมาลัยขับมา 8 ปี แรงดี ไม่มีตก ไม่เคยเกเร ไม่เคยชน ไม่เคยเข้าอู่ซ่อม ขึ้นเหนือลงใต้ไปไหนไปกัน เป็นเพื่อนร่วมทางที่ไว้ใจได้ 

ตอนลูกยังตัวเล็กๆ ปิกอัพแค๊ปดูจะกว้างใหญ่พอที่จะไปไหนได้สบายสำหรับเด็กๆ แต่พอโตกันมากขึ้นห้องโดยสารดูแคบถนัดใจ ทำให้ผมเริ่มมองหารถคันใหม่ที่เหมาะกับครอบครัว ตอนที่จะขายครั้งแรกก็รู้สึกเสียดาย เพราะดูแลกันมาอย่างดี เข้าศูนย์ตามนัดทุกครั้ง เซลล์ที่ศูนย์บอกว่ารุ่นนี้ ถ้าปล่อยที่ศูนย์ก็คงได้ราวๆ 250,000 บาท คิดหนักเลย ช่วงนั้นรถรุ่นใหม่กำลังเข้าสู่ตลาด เต๊นท์รถมือสองรุ่นเดียวกับที่รถผมจอดรอเป็นแถว ใจหนึ่งก็คิดว่าจะปล่อยไป เพื่อจะได้เอารถใหม่เร็วๆ แต่เซลล์เขาก็แนะนำดีครับ บอกให้ผมลองประกาศขายดู รถบ้าน ประวัติดีแบบนี้ ราคาน่าจะได้ถึง 350,000 บาท

ประกาศขายไม่กี่วัน มีคนติดต่อมาขอดูรถและตกลงซื้อกันทันที เหตุผลที่เข้าใจง่ายๆ คนซื้อเขารู้ประวัติรถบ้านผมดีครับ เพราะส่วนใหญ่แม่บ้านเป็นคนใช้ วิ่งระยะใกล้ แปดปีหลักไมล์ยังไม่ถึงแสน มิน่าเขาถึงรีบคว้าโดยไม่ได้ต่อรองอะไรมาก

ผ่านมาสามปีกว่า ผมได้เจอรถเก่าที่ขับสวนกันอยู่ 2 ครั้ง ได้ข่าวว่าเจ้าของใหม่ใช้ขนสินค้าเกษตร มีการติดอุปกรณ์เสริมโครงเหล็ก เพิ่มแหนบเพื่อให้รับน้ำหนักได้มากขึ้น แต่ก็เจอกันแบบผ่านตา วันนี้ได้มาเจอกันแบบบังเอิญ มีเวลามากพอที่จะเดินสำรวจดูรอบๆ สภาพโดยรวมยังดูดี รอบตัวถังมีรอยบุบ ถูกชน สีถลอกไปบ้างเล็กน้อย และดูเหมือนจะผ่านการใช้งานมาอย่างหนัก ถ้าเปรียบเป็นคนคงเหมือนจากหนุ่มเจ้าสำอางค์ เปลี่ยนมาทำงานเป็นกรรมกรแบกหามหุ่นล่ำบึก..

รู้สึกดีใจเหมือนได้เจอเพื่อนเก่า..ที่ไม่ได้พบกันมานา

เพราะ..ไม่ใช่เป็นเพียงแค่รถยนต์คันแรก
แต่เป็นหยาดเหงื่อ เป็นน้ำพักน้ำแรง เป็นความภาคภูมิใจ
เป็นเพื่อนยามยาก ในวัยที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว
เป็นเพื่อนพาไปเที่ยว เป็นที่หลับนอนในยามเดินทาง
เป็นบ้านเคลื่อนที่หลังเล็กๆ ที่มีเสียงหัวเราะของเด็กๆ..
และ เป็นความทรงจำที่ดี





วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ปลาเป็น..ว่ายทวนน้ำ


ผม..
ก็คงเหมือนคนทั่วไปที่อยากทานเนื้อปลาแซลมอนกับเขาบ้างหากมีโอกาส และไม่ได้สนใจหรอกครับว่าชีวิตของปลาชนิดนี้มันจะเหมือนหรือต่างจากปลาอื่นๆอย่างไร  เคยดูสารคดีแบบผ่านๆ ที่บอกเล่าเรื่องราวของเหล่าแซลมอน ว่ากันว่าแม่ปลาแซลมอนเมื่อวางไข่แล้ว แม่ปลาจะตาย และเมื่อลูกจะว่ายลงไปสู่ท้องทะเล ใช้ชีวิตผจญภัยกว่า 4 ปี ก่อนที่จะว่ายทวนน้ำกลับขึ้นมายังบ้านเกิด เพื่อวางไข่ รอดบ้าง ไม่รอดบ้าง บางตัวเนื้อถูกเจี๋ยนมาวางเรียงอยู่บนจาน เป็นอาหารชั้นยอด.. บลา ๆ ๆ .. ได้ดูประมาณนั้นแหละครับ ส่วนเนื้อหาอื่นๆไม่ค่อยสนใจ อ้อ.อีกอย่างที่พอจำได้ คือ เนื้อปลาแซลมอนมันอร่อย และแพง.. 

ผมก็รู้แค่นั้น..



ผมมีโอกาสดูหนังญี่ปุ่นเรื่องหนี่ง ซึ่งในบางช่วงบางตอนในหนังมีเรื่องราวเกี่ยวกับเหล่าแซลมอนที่กำลังว่ายทวนกระแสน้ำ ประโยคคำถามบางอย่างแว๊บๆ เข้ามาอีกครั้ง ด้วยความสนใจว่าทำไม?

ปุฉานี้ ก็ได้อาจารย์กรูนี่แหละครับ ช่วยวิสัชนาให้กระจ่าง

ทำให้ผมได้อ่านเรื่องราวอันมหัศจรรย์ของปลาแซลมอน ที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ เกิดความรู้สึกทึ่งในชีวิตธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ปลาแซลมอนมัน "มีชีวิต" อย่างนั้นจริงๆหรือ?

แซลมอนสอนคน

ผู้เขียน "แซลมอนสอนคน" เป็นนักเขียนชาวเกาหลี มีนามกรว่า อันโดฮยอน เขาได้ถ่ายถอดเรื่องราววงจรชีวิต การเดินทางของฝูงแซลมอนจากมหาสมุทรไปยังบ้านเกิด เป็นวรรณกรรมที่น่าอ่านน่าติดตาม  โดยเฉพาะระหว่างทางชีวิตมี คติ ข้อคิดที่แฝงปรัชญามากมาย ให้ทั้งคุณค่าการมีชีวิต ความสุข ทุกข์ ผ่านชีวิตตัวละครที่ชื่อว่า "สีเงิน"

เจ้าแซลมอลสีเงิน มันเป็นปลาที่มีสีเกล็ดแตกต่างจากเพื่อนปลาแซลมอลทั่วไปแถมยังเป็นปลาอารมณ์อ่อนไหวและขึ้สงสัย มันจึงมักมีคำถามที่ชวนให้สงสัยว่าทำไมต้องทำสิ่งนั้น ทำไมต้องทำสิ่งนี้ ทำไมต้องว่ายทวนน้ำจากมหาสมุทร ไกลก็ไกล เหนื่อยก็เหนื่อย ฝ่าอุปสรรคอันตรายต่างๆ เพียงเพื่อกลับไปวางไข่ที่แหล่งน้ำบ้านเกิด  จนกระทั่งวันหนึ่งที่พี่สาวของสีเงินถูกนกอินทรีทะเลโฉบไป

นั่น..จึงเป็นจุดเริ่มต้นความพยายามค้นหาคุณค่า และความหมายของการมีชีวิตอยู่

สีเงินได้มาพบรักกับแซลมอนสาวตาประกายผู้ที่บอกสีเงินว่า
"การว่ายทวนน้ำขึ้นไปเพื่อวางไข่ที่ต้นแม่น้ำ เป็นเหตุผลของการมีชีวิตอยู่" ทำให้สีเงินเริ่มได้เรียนรู้ชีวิตมากขึ้น มีมุมมอง ความคิดใหม่ๆ มีเรื่องยากๆให้ต้องตัดสินใจ ต้องก้าวข้ามผ่าน และความขัดแย้งที่ต้องต่อสู้ทางความคิดกับบรรดาแซลมอนตัวอื่นๆ

เส้นทางชีวิตที่ต้องแรมรอนเพื่อกลับบ้าน   ระหว่างทางชีวิตของสีเงินได้พบกับความสุข เศร้า เจ็บปวด ความห่วงใย ความสนุกสนานและความรัก ช่วยให้มันนำพาฝูงแซลมอนฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆเพื่อเดินทางกลับไปยังต้นน้ำบ้านเกิด

และ ณ ที่จุดกำเนิด สีเงินได้ตระหนักว่า แท้จริงแล้วการดำรงชีวิตตามวิถีครรลองอย่างที่เป็นอยู่นี้ เป็นคุณค่าสำคัญสำหรับแซลมอนทุกตัว

"ทำไมต้องว่ายทวนน้ำกลับไปวางไข่ " สีเงินถามกับแม่น้ำ
แม่น้ำอมยิ้มและพูดขึ้นว่า
"แซลมอนสีเงินเอ๋ย อย่าคิดว่าเจ้าจะอาศัยแรงของตัวเองเพียงลำพังก็ว่ายทวนน้ำได้นะ" 
 "ทำไมล่ะครับ" 
"แรงของแซลมอนตัวเดียวไม่พอหรอก ต้องอาศัยแรงของทั้งฝูงปลา ที่แซลมอนสูงส่งก็เพราะว่ารู้จักว่ายทวนน้ำด้วยกันเป็นฝูงน่ะ" แม่น้ำตอบ
"แล้วทำไมเราต้องว่ายทวนน้ำด้วยล่ะครับ"
 "การว่ายทวนน้ำ เปรียบเหมือนการตามหาสิ่งที่มองไม่เห็น อย่างความหวังและความฝันนั่นละ แม้จะเป็นเรื่องที่ยากลำบาก แต่ก็เป็นสิ่งที่สวยงามสูงส่งนัก แซลมอน หากไม่รู้จักการว่ายทวนน้ำ ก็ไม่ต่างอะไรกับใบไม้เน่าๆ ซึ่งสิ้นไร้ทั้งความหวังและความฝัน" แม่น้ำอธิบายให้สีเงินเข้าใจ


"ทำไมแซลมอนต้องกระโดดข้ามน้ำตก ทำไมไม่ว่ายอ้อมไป" สีเงินซักต่อด้วยความสัย เพราะการกระโดดอาจเป็นอันตรายต่อแซลมอลอย่างมาก

"มันเป็นความท้าทายที่ธรรมชาติมอบให้ผองเรา เพื่อทดสอบว่าจะไต่ข้ามขึ้นไปสู่ต้นน้ำได้หรือไม่ เพื่อดูว่าเราจะประสบความสำเร็จหรือพ่ายแพ้กับชีวิต" 
"แม้จะเป็นแซลมอนกรามโตผู้เย่อหยิ่ง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าน้ำตกที่เป็นอุปสรรคขวางกั้น ก็ยากที่จะแข็งขืนไม่ศิโรราบ"  

นี่คือตัวอย่างเรื่องราวบางช่วงบางตอนที่แฝงข้อคิด หากเราจะต่อยอดความคิดได้จากเรื่องราวการค้นหาและต่อสู้ สัมผัสคุณค่าความงามของการมีชีวิตอยู่ผ่านการเดินทางอันแสนมหัศจรรย์ของแซลมอน เรียนรู้ชีวิต ความคิด ผ่านมุมมองของมัน อาจจะช่วยทำให้เข้าใจคำตอบบางอย่างของชีวิตที่คุณและผมอาจจะยังค้นหาไม่เจอ..

..........................

ทุกปีช่วงปลายฝน ต้นหนาว เหล่าแซลมอนจะพยายามว่ายทวนกระแสน้ำจากมหาสมุทร กลับไปยังแม่น้ำแหล่งกำเนิด เมื่อกลับถึงบ้านเกิดมันจะหาที่วางไข่และรอปฏิสนธิกับสเปิร์มจากแซลมอนตัวผู้ หลังจากวางไข่เสร็จแล้วต่อมาปลาแซลมอนจะตาย จึงมีคำบอกเล่ากันมาว่าปลาแซลมอนกลับไปวางไข่และตายที่บ้านเกิดของตัวเอง ซึ่งเป็นพฤติกรรมของปลาแซลมอนมาตั้งแต่โบราณไข่จะฟักออกเป็นตัวอ่อนในอีกราว 2 เดือนต่อมา


:: ข้อคิด สะกิดใจ
"แซลมอนไม่สร้างหลุมศพให้ผู้ตาย "
"แซลมอนจะต้องจ้องมองความตายอย่างสงบ
กลั้นความเศร้าเอาไว้เท่านั้น...
และว่ายต่อไป"




Life is just a bowl of cherries : Ken Morris

Life is just a bowl of cherries 
Don't make it serious 
 Life's too mysterious 
You work You save You worry so 
But you can't take your dough When you go, go, go So 
keep repeating It's the berries
The strongest oak must fall
The sweet things in life 
To you were just loaned 
So how can you lose 
What you've never owned 
Life is just a bowl of cherries 
So live and laugh at it all.

วันพุธที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

(คุณ)พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง..(แค่ไหน?)

มีทฤษฎีที่พูดถึง ความเคยชิน..จนชินชา ที่ผมชอบมากเรื่องหนึ่ง คือเรื่องทฤษฎีต้มกบ ซึ่งเป็นทฤษฎีที่มีคนมากมายนำมาอธิบายเกี่ยวกับพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงว่า และได้ข้อสรุปที่น่าสนใจว่า
 "การเปลี่ยนแปลง..แบบค่อยๆเป็นค่อยๆไป” เป็นการเปลี่ยนแปลงที่อันตรายที่สุด

เพราะมันทำให้คนส่วนใหญ่ตกหลุมลับ/ลวง/พรางจนคิดว่าสามารถเอาอยู่รับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้
บางคนอาจจะทันสังเกตุเห็น
หรือ บางคน...รู้สึกคุ้นชินกับมัน...
แต่ที่ตลกร้าย บางคนเฉย จนเฉี่อยชา มองเป็นเรื่องธรรมดา และไม่ใส่ใจ

สุดท้าย...
การเปลี่ยนแปลงนั้นถึงจุดที่เราไม่สามารถรับมือได้ เพราะว่า..ทุกสิ่งทุกอย่างก็อาจสายเกินไป..

..............................................................................................................................................

นักวิชาการชาวไอริชผู้หนึ่งนามชื่อ Tichyand Sherman (1993) เขาได้เสนอแนวคิดทฤษฎีโดยการทดลองนำกบมาต้มเพื่อจะศึกษาปฏิกิริยาตอบสนองของกบ  โดยหม้อน้ำที่ชาวไอริชนำมาใช้ทดลองนั้นใส่น้ำต่างกัน ใบแรกเป็นใส่น้ำร้อนจัด ใบที่สองเป็นใส่น้ำที่อุ่นสบายๆ และค่อยๆ ทำให้อุ่นขึ้นจนเดือด เขาได้ทดลองโดยนำกบมา 2 ตัว โดยกบตัวแรกเขาเอากบเข้าไปใกล้ๆหม้อน้ำร้อน เพื่อทำให้มันรู้ว่าน้ำที่อยู่ตรงหน้ามันนั้นเป็น “น้ำร้อน” นะเฟ้ย  จากนั้นเขาปล่อยเจ้ากบตัวนั้นลงไปในหม้อน้ำร้อน
ผลคือ เจ้ากบก็กระโดดตัวลอยขึ้นจากหม้อ ทันทีที่เท้าของมันสัมผัสกับผิวน้ำในหม้อ

ส่วนกบอีกตัว เขานำกบมาปล่อยลงในหม้อใบที่สอง  ซึ่งมีน้ำที่มีอุณหภูมิปกติ
เจ้ากบตัวนี้เมื่อมันลงไปในหม้อมันก็ปล่อยตัวนอนเล่นตามสบาย ไม่ได้พยายามตะเกียกตะกายหนีขึ้นมาจากหม้อ โดยหารู้ไม่ว่า..อันตรายที่กำลังเข้ามาเยือน เมื่อน้ำในหม้อเริ่มร้อนขึ้นทีละน้อยๆ มันก็ยังใช้ชีวิตสบายๆของมันอยู่ในหม้อใบนั้น
กว่ามันเริ่มรู้สึกว่าน้ำนั้นเริ่มร้อนมากเกินไป มันก็กลายเป็นกบถูกต้มไปเรียบร้อยแล้ว 
..................................................................................................................................................

หลายปีที่ผ่านมา..
มีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีด้านสาธารณสุขที่รวดเร็วอย่างมาก เทคโนโลยีดิจิตัลเข้ามามีบทบาทแทนระบบอนาล็อก ซึ่งส่งผลต่อการช่วยพัฒนาระบบบริการให้มีความสะดวก รวดเร็ว รองรับจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มมากขึ้น

แต่หลายๆโรงพยาบาลผู้บริหาร คนทำงานก็ยังคิดและทำงานบนวิธีการแบบเดิมๆ.. คำพูดติดปากที่ได้ยินบ่อยๆ คือ มันดีอยู่แล้ว ไม่เห็นจะต้องไปปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงอะไรให้มันยุ่งยาก  ทำไม่ได้ ฯลฯ เราจึงมักเห็นสภาวะที่องค์กร หรือคนทำงานต้องเหนื่อย เครียด หรือประสบปัญหาจากการถูกความเปลี่ยนแปลงไล่ล่า เพราะมองไม่เห็นปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น..

หากคิดว่าองค์กรของเราทำงานดีอยู่แล้ว บุคลากรของเราก็เก่งอยู่แล้ว แค่คงไม่พอ ไม่งั้นระบบคุณภาพคงไม่ถามคำถามสำคัญว่า วิสัยทัศน์ขององค์กรคืออะไร? หลายๆองค์กรจึงมีไว้เป็นประโยคเท่ห์ๆให้ดูฟังเลิศหรู..

ทั้งๆที่วิสัยทัศน์ คือ การมองอนาคตที่รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกและเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น ..

ความสุขสบายกับระบบเดิมๆ กับสิ่งที่คุ้นเคย มักทำให้เกิดความรู้สึกเฉยชา และเชื่อว่าสิ่งที่ทำอยู่ดีอยู่แล้ว เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยแล้ว องค์กรหลายแห่งจึงไม่เคยคิดอัพเกรดเพื่อสร้างคุณค่า และไม่เคยเตรียมรับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังคืบคลานเข้ามา

ดร.เทียม โชควัฒนา ได้ให้ปรัชญาการทำงานและการดำเนินชีวิตไว้อย่างน่าสนใจว่า
" แค่หยุดอยู่กับที่ ก็กลายเป็นผู้ล้าหลัง นักธุรกิจต้องเป็นคนไม่หยุดนิ่งเพียงวันนี้ แต่ต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ทันสมัย ทันโลก พร้อมที่จะก้าวสู่วันพรุ่งนี้ได้เสมอ.."

บันทึกให้กำลังใจตัวเองไว้วันนี้ว่า..
จงมองให้กว้าง ..  มองให้ไกล
อ่านให้ขาด แม้ว่าสถานการณ์ทุกอย่างยังเป็นปกติ..
.............................................................................................................................................

หมายเหตุ  ในปี 2002 ศาสตราจารย์ด้านสัตวิทยา Dr. Victor H. Hutchison ได้ทดลองเอากบไปต้มจริงๆ  และเขาเฉลยว่า ทฤษฏีต้มกบเป็นเรื่องไม่่ถูกต้อง! เพราะกบมันเป็นสัตว์เลือดเย็น หากคุณต้มน้ำให้อุณหภูมิน้ำเพิ่มขึ้น 1.1 °C ต่อนาที กบก็พร้อมจะกระโดดหนีตายกันแล้ว ไม่จำเป็นให้อุณหภูมิสูงขึ้นถึงจุดอันตราย ทางเดียวที่กบจะอยู่ในหม้อ คือ คุณต้องปิดฝาหม้อเพื่อต้มมัน..

ตลกร้าย หลายคนดันปิดฝาหม้อโดยไม่รู้ว่ากำลังต้มตัวเอง  โอ๊บ โอ๊บ..

วันเสาร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2557

ก๋วยเตี๋ยวเป็ดที่อร่อยที่สุดในสามโลก..



อาหารมื้อเที่ยงวันนี้ ผมมีคำสั่งเฉพาะกิจจากทางบ้านเพราะลูกชายอยากทานก๋วยเตี๋ยวเป็ดเจ้าเก่า แต่กว่าผมจะขยับขยายย้ายก้นออกมาจากโรงพยาบาลได้ เวลาก็ล่วงเลยไปเกือบบ่ายโมง  นึกหวั่นๆในใจว่าปานนี้อาจจะเหลือแต่ซี่โครงเป็ดหรือเปล่าหนอ.. 

หลังจากรีบขับรถไปถึงร้านผมสั่งก๋วยเตี๋ยวใส่ถุงกลับบ้าน 3 ถุง พูดคุย สอบถามสารทุกข์สุขดิบกับแม่ค้าตามประสาคนคุ้นเคยกัน เพราะสามีของเธอเคยไปช่วยผมสอนเด็กว่ายน้ำอยู่พักใหญ่ๆ แต่ตอนนี้กิจการงานที่ร้านกำลังไปได้ดีจนไม่ค่อยมีเวลาว่าง ผมบอกว่าไม่เป็นไรว่างเมื่อไหร่ก็มาช่วยกันอีก พูดคุยกันพอหอมปากหอมคอ ผมจึงไปนั่งรอที่โต๊ะด้านหน้าและไม่ทันได้สังเกตว่ามีใครกำลังนั่งอยู่ในร้านบ้าง 

ชายหญิงสูงวัย 2 คน นั่งอยู่โต๊ะใกล้ๆด้านหลัง ขยับตัวลุกขึ้นผู้หญิงเดินไปจ่ายเงินกับแม่ค้า  ส่วนผู้ชายเดินเข้ามาทักทายผมโดยไม่ทันตั้งตัว เดิมทีผมแค่คุ้นๆหน้าแต่พอพูดคุยกันสองสามประโยคผมถึงนึกออกว่าเป็นสามีของคนไข้ที่เคยมารับบริการที่ศูนย์ประกัน  หลังจากนั้นหญิงสูงวัยซึ่งก็คือคนไข้รายนั้นจึงเดินเข้ามาทักและบอกผมด้วยรอยยิ้มว่า "เรียบร้อยแล้วนะค่ะ" ผมยิ้มตอบและยกมือไหว้ด้วยความเข้าใจว่าเป็นประโยคบอกเล่าทักทายธรรมดาๆ ก่อนที่เธอจะเดินไปขึ้นรถ แม่ค้ารีบบอกผมเบาๆว่าผู้หญิงสูงวัยท่านนั้นเธอจ่ายค่าก๋วยเตี๋ยวให้ผมทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว.." ทั้งดีใจแบบงงๆแต่ก็รีบตามไปไหว้ขอบคุณทั้งสองท่านด้วยความเกรงใจ..

เรื่องของเรื่อง คือ คุณอาทั้งสองท่านนี้พื้นเพมาจากภาคกลาง แต่เลือกมาใช้ชีวิตบั้นปลายสุดทางที่ด่านซ้าย เมื่อปีที่แล้วเคยมาติดต่อที่ศูนย์ประกันและมาขอย้ายสิทธิมาที่ด่านซ้ายเรียบร้อย แต่หลังจากย้ายมาแล้วคุณอาผู้หญิงซึ่งมีปัญหาสุขภาพและมีนัดที่ต้องไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลเดิม ด้วยความที่ไม่เข้าใจในเรื่องการใช้สิทธิ ก่อนเข้ารับบริการทางโรงพยาบาลต้องการใบส่งตัวจากโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้ายเพื่อใช้ให้สามารถใช้สิทธิบัตรทองได้ โดยที่จะต้องยื่นส่งเอกสารให้ทางโรงพยาบาลก่อน เพราะค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูง

ผมรับเรื่องของเคสนี้จากพี่อ๋อย ที่ขอให้ลองหาทางช่วยผู้ป่วยรายนี้ หลังจากที่ได้พูดคุยกันญาติของผู้ป่วยยินยอมที่จะเดินทางขึ้นมาเพื่อเอาใบส่งตัว แต่ผมคิดว่าไม่น่าที่จะต้องเสียเวลาจึงขอคุยกับทางเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลว่า ทางโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้ายจะรับรองการเข้ารับการรักษาของเคสนี้โดยที่ผมจะขอส่งสำเนาใบส่งต่อทางโทรสารไปก่อน และจะรีบส่งใบส่งต่อตัวจริงไปให้ทาง EMS เพื่อไม่ให้มีปัญหาค่ารักษาพยาบาล

หลังจากนั้นผมได้มีการพูดคุยกับคุณอาผู้หญิงทางโทรศัพท์อีก 2-3 ครั้ง เพื่อแจ้งเกี่ยวกับการประสานงานว่าได้ดำเนินการไปขึ้นขั้นไหนแล้ว และรีบดำเนินการให้น้องที่ศูนย์ประกันจัดส่งเอกสารไปให้ จนสุดท้ายได้ทราบว่าเอกสารไปถึงจุดหมายได้ทันเวลา และคนไข้ไม่มีปัญหาเรื่องค่ารักษาพยาบาลได้รับบริการตามสิทธิ

เมื่อกลับมาที่ด่านซ้าย..
คุณอาทั้งสองท่านได้เคยแวะเอาของมาฝากผมกับน้องๆที่ศูนย์ประกัน และมีโอกาสได้เจอกันอีกครั้งสองครั้งในปีที่แล้ว..

จนกระทั่งมาเจอกันอีกวันนี้ ผมยังได้ก๋วยเตี๋ยวเป็ดอีก 3 ถุง เป็นของฝาก
เป็นก๋วยเตี๋ยวเป็ดที่อร่อยที่สุดในสามโลก...


วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ผู้รักษาประตู

ผม
ในสมัยรุ่นๆ เคยเป็นนักกีฬาฟุตบอลแบบไม่ได้ตั้งใจนัก ด้วยรูปร่างสูงใหญ่ เบสิกพื้นฐานการเลี้ยงลูกต่ำ อาศัยว่าใจถึงพอพึ่งได้และทีมฟุตบอลมีตำแหน่งที่คนไม่อยากเล่นกันนักว่างอยู่ "ผู้รักษาประตู" ปราการด่านสุดท้ายจึงตกเป็นหน้าที่ของผมอย่างไม่บังเอิญ

นักฟุตบอลชาวเดนมาร์ก ผู้รักษาประตูระดับตำนานของสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เคยได้รับการโหวตเป็นผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในโลก เมื่อปี พ.ศ. 2535 และ พ.ศ. 2536 และเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลในดวงใจของผม นามของเขา คือ ปีเตอร์ ชไมเคิล ลีลาการเล่นของซุปเปอร์เซฟระดับตำนาน นั่นคือภาพฝันที่ผมอยากเป็นเหมือนเขา

ว่ากันว่าในปีที่เดนมาร์คคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโรในปี 1992 ชไมเคิล คือผู้เล่นคนสำคัญที่ทั้งเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมและคอยกระตุ้นทีมให้สู้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งแต่ละเกมส์การแข่งขันเขาพาทีมเล่นอย่างเต็มที่ ไม่มีคำว่าท้อในแววตา ใช้เวลาจนวินาทีสุดท้ายเป็นนายทวารที่นำพาทีมได้ไกลจนแชมป์ยูโร..

ชไมเคิลจึงเป็นวีรบุรุษตำนานในดวงใจของใครหลายคน.. รวมทั้งผม
ทุกเกมส์การแข่งขันที่ผมลงทำหน้าที่รักษาประตู พยายามจะป้องกันรักษาปราการด่านซ้ายสุดท้ายให้ดีที่สุด เพราะหากคู่ต่อสู้หลุดมาได้เหลียวซ้าย และขวา หน้า หลังไม่มีใครอีกแล้วนอกจากตัวผมเอง..

แต่ความที่ต้องถูกโดดเดี่ยวให้แห้งเหี่ยวเดียวดายเฝ้าเสาประตูบ่อยครั้ง
ทำให้ผมชินกับการต้องคิด จินตนาการ เดาทางกับทีมคู่ต่อสู้บ่อยๆ ว่าจะมาทางไหน ว่ากันว่าบางครั้งเดาใจผิด ออกเร็วไป ช้าไป กลายเป็นตัวตลกประจำทีมไปเลย  แม้กระทั่งช่วงที่ต้องดวลจุดโทษทั้งๆที่เป็นความสามารถของผู้รักษาประตูที่สามารถกดดันให้คู่แข่งยิงผิดพลาดได้ แต่เชื่อเถอะครับว่ามันจะมลายหายไปทันทีเมื่อคนในทีมยิงประตูได้ และชัยชนะเป็นของเรา
บางคนอ้างจะแย้งว่า เฮ้ย ..ฟุตบอลเขาก็เล่นเป็นทีมกันทั้งนั้นแหละ
อาจจะใช่ แต่แล้วทำไมเพื่อนร่วมทีมปล่อยให้หลุดเดี่ยวมาดวลกับผู้รักษาประตูบ๊อย บ่อย..(ฮา)

การเล่นเป็นผู้รักษาประตูนานๆ มันก็ติดเป็นนิสัยในการทำงานไปด้วยเหมือนกันนะครับ.. มีคนบอกว่าผู้รักษาประตูยืนอยู่หลังสุดได้เห็นเกมส์ในภาพกว้าง สามารถตะโกนสั่งการคนโน้น คนนั้นให้ได้ จริงๆก็ได้แต่แหกปากร้องไปแค่นั้นแหละครับ ..

หลายปีมานี้อายุมากขึ้นแม้ว่าใจยังให้แต่สังขารไปไม่ไหว ก็ไม่ใช่นักฟุตบอลอาชีพนี่ครับ แค่เล่นเป็นกีฬาสนุกๆ แต่ในเกมส์ช่วงหลังๆ ผมว่่าเล่นกันแรงไป บางครั้งมีแอบโกงกติกา ทั้งๆที่ค่าตัวก็ไม่มีแถมอาจได้แผล เจ็บตัวฟรีๆ  ดูแล้วไม่ใช่กีฬาอย่างที่เคยชอบ ผมเลยขอบ๊ายบาย..อำลาวงการดีกว่า

สิ่งที่ได้จากการเล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตูทำให้ผมเข้าใจได้อย่างหนึ่งว่า..
ในช่วงที่เกมส์พลิกผันคู่ต่อสู้สามารถหลุดผ่านกองหลังมาได้
ผู้รักษาประตูเป็นตำแหน่งผู้เล่นตัวสุดท้ายที่ทีมไว้ใจได้ว่า
จะทำหน้าที่อย่างดีที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้เสียประตู..

แม้ว่า.. จะเหลืออยู่เพียงลำพังคนเดียว





“ในเวลาสงบ ท้องฟ้าโปร่งสว่างจ้าด้วยแสงตะวัน ใครๆ ก็แลเห็นว่าเรายืนอยู่ที่ไหนเวลาพายุกล้าฟ้าคะนอง ผงคลีฟุ้งตลบไปในอากาศ ไม่เห็นตัวกัน ต่อพายุสงบฟ้าสว่าง ใครๆ ก็จะเห็นอีกครั้งหนึ่งว่าเรายืนอยู่ที่เดิมและจะอยู่ที่นั่น”

ศรีบูรพา หนังสือพิมพ์ประชามิตรสุภาพบุรุษ ฉบับแรก วันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๗ 

วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2557

080-449-XXXX เบอร์ที่ไม่เคยโทร..

ผม..

สูญเสียความสามารถในการจดจำหมายเลขโทรศัพท์ไปนานแค่ไหนก็ไม่รู้  รู้แต่ว่าหากวันใดโทรศัพท์หาย ผมคงกลายเป็นคนไร้ญาติขาดมิตรไปชั่วขณะ เพราะว่าดันใช้โทรศัพท์ทำหน้าที่เหมือนนสมุดหน้าเหลือง เก็บข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อทั้งหมด 
แบบว่า..เครื่องเดียวก็น่าจะเอาอยู่

ตั้งแต่โลกสามารถสร้างมือถือให้ทำหน้าที่ได้มากกว่าการพูดคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นดูหนัง ฟังเพลง ดูทีวี เล่นอินเตอร์เนต เป็นเหมือนเลขา ภรรยา เพื่อน และบางครั้งก็เป็นเหมือนเจ้านาย ที่ต้องคอยหมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจไม่ให้มันแบตหมดหรือเมมเต็ม.. มันได้เปลี่ยนแปลงระบบความจำของผมแทบจะสิ้นเชิง ผมกลายเป็นคนหลงๆ ลืมๆ เซ่อๆซ่าๆ จำเบอร์ใครต่อใครไม่ค่อยจะได้ 

หมายเลขโทรศัพท์ส่วนใหญ่ผมจะเมมเก็บไว้ มีเพียงไม่กี่รายที่บันทึกไว้ในไดอารี่สำหรับกรณีฉุกเฉิน เป็นการกันเหนียวเอาไว้หากโทรศัพท์หาย หรือเจ๊งไปแบบไม่ได้บอกกล่าวร่ำลากันไว้ล่วงหน้า 

ด้วยความสะดวกสบายที่เมมง่าย ใช้คล่อง ข้อมูลภายในจึงมีเบอร์ใครต่อใครมากมาย บางครั้งก็จำไม่ได้เจ้าของเบอร์นี้มีแฟน..เอ๊ย คือใคร ถ้าเบอร์ไหนไม่ได้ใช้นานๆ ผมก็จะคัดเลือกเอามาจุดธูปเพื่อขออภัยที่จะต้องลบทิ้งไปก่อน


ข้อดีของการเมมเบอร์โทรติดต่อไว้ในโทรศัพท์ คือ ค้นหาเร็ว ค้นหาง่าย
และหลายๆครั้งก็...หาไม่เจอ

เจ้าของหมายเลขโทรศัพท์บางคนรู้จักมักจี่กันดีถึงดีมาก และได้มีโอกาสเอาใจแลกเบอร์โทรกันไว้ แล้วให้คำสัญญากันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะโทรหา จนแล้วจนรอดก็ยังโทรไปหาไม่ได้
เพราะ..ลืมว่าเมมชื่อมันไว้ว่าอย่างไร

บางวันว่างๆถือโอกาสทำ 5 ส ข้อมูลผู้ติดต่อในโทรศัพท์ เพราะมันเยอะเกินไปหลายเบอร์ไม่เคยได้ใช้ก็ลบทิ้งไปบ้าง ก็ได้แต่หวังว่า ถ้าเจ้าของเบอร์เขาโทรมาเมื่อไหร่ค่อยเก็บเมมเก็บกันไว้อีกที

น่าแปลก..
ในบรรดาหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อทั้งหมดส่วนใหญ่ที่ผมเมมเก็บไว้..
มีอยู่ไม่กี่หมายเลขที่ดูเหมือนยังติดค้างในความทรงจำส่วนลึก
คล้ายๆกับว่ามันได้ฝังตัวเลขสิบหลักไปในรอยหยักของสมองแบบถาวรเรียบร้อย

หนึ่งในนั้นคือ หมายเลข 080-449-XXXX

เบอร์นี้ที่เห็นทีไรก็ได้แต่ยิ้มอย่างมีความสุขใจ
แต่...ก็ไม่เคยคิดที่จะโทรหาเจ้าของเบอร์นี้สักที

วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557

ปีที่ 44..

ผมไม่รู้ว่า..
การทำงานของสมอง ในการเก็บข้อมูลความทรงจำของคนเรานั้นเป็นอย่างไร

เป็นเหมือนกันบ้างไหม๊ครับ..
ทำไมบางเรื่องถึงจำได้อย่างติดตราตรึงใจ แต่หลายเรื่องก็เลือนลาง
จนถึงขั้นนึกไม่ออก บอกไม่ถูก

ชีวิตผมมีเรื่องราวที่พอจำได้
ทั้งสุข เศร้า และหนุกหนาน แบบโลดโผนผจญภัยในวัยเด็ก อยู่หลายเรื่อง 
ไม่ว่าจะเป็นแอบปิ๊งเพื่อนสาวสมัยอนุบาล เธอนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานผ่านหน้าบ้านเกือบทุกวัน 
หรือจะเป็นเรื่องที่แอบหนียายไปเที่ยวกับน้า เพื่อไปรอกินข้าว ขนมก้นบาตร ที่วัด
วันๆก็เอาแต่เที่ยวเล่นไม่เป็นสาระ..
ที่หนักๆ ในชีวิต คือ เหตุการณ์ที่ผ่านการเฉียดตายอยู่สองสามครั้ง..
ครั้งแรกยายบอกว่าโดนรถมอเตอร์ไซด์ชน จนฟันร่วงหมดปาก แต่แปลกที่ผมไม่ยักจะจำได้
ครั้งที่สองเกือบจมน้ำตาย เพราะไปเล่นที่แพริมน้ำ มัวแต่เพลินจนเดินหล่นหายต๋อมไปในน้ำ ความทรงจำตอนนั้นผมแค่รู้สึกว่าร่างกายมันเบาสบาย ร่างกายมันกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ 
ตาที่ลืมโพลงในน้ำ เห็นแสงรำไร ไม่ได้รู้สึกทรมานอะไรนัก เพราะคงยังไม่เข้าใจว่าตายเป็นอย่างไร
แต่ก็โชคดีที่มีคนช่วยดึงขึ้นมาได้ทัน และพาไปส่งที่บ้าน

หลังจากจบชั้นอนุบาล..
ยายกับน้าพาผมมาส่งพ่อกับแม่ที่พิษณุโลก ระหว่างที่รอขึ้นรถไฟ
ด้วยความใสซื่อ และไม่เข้าใจถึงอันตรายน้องชายกับผมพากันจูงมือไปเดินเล่นไปอยู่กลางราง
ในขณะที่รถไฟเปิดวูดร้องลั่น เพราะกำลังวิ่งเข้าเทียบชานชาลา..
จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่ามีเสียงผู้คนหวีดร้องตกอกตกใจกันมาก 

แต่ก็ดูเหมือนว่า
โชคชะตายังไม่ถึงกับรุกฆาต น้าชายผมใช้กำลังภายในโดดเตะหลานชายทั้งสองคน
ลอยละลิ่วไปกลิ้งคลุกฝุ่น รอดพ้นการตกเป็นข่าวหน้าหนึ่งไปได้อย่างหวุดหวิด..

ชีวิตเคยล้มหมอนนอนเสื่อต้องเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง
เนื่องจากตะปูติดคอและลงไปกองนอนเล่นอยู่ในท้องเรียบร้อย
แต่ก็โชคดีครับที่มันเข้าทางปากและก็ออกทางช่องทางธรรมชาติ  ทำให้ผมรอดตัวจากการถูกปาดท้องไปได้อย่างหวุดหวิด..

ช่วงประถม..
พ่อแม่ผมถึงจะรายได้ต่ำแต่รสนิยมการเลือกโรงเรียนให้ลูกแกค่อนข้างสูง ส่งให้ผมกับน้องๆเรียนที่ไทยกล้าวิทยา โรงเรียนเอกชนใกล้บ้าน และพวกเรามีผลการเรียนดีมาก
ติดลำดับที่สองที่สามรองจากลำดับที่บ๊วย.. แต่ก็นั้นแหละครับเด็กๆอย่างผมจะไปสนใจอะไร

จนกระทั่งขึ้น ป.6 ครอบครัวอพยพโยกย้ายมาอาศัยอยู่ที่อำเภอนครไทย
ซึงทำให้ผมและน้องๆกลายเป็นซุปตา คว้าตำแหน่งนักเรียนเรียนดี สอบได้ที่ 1 มาได้อย่างงงๆ

อยู่อำเภอนครไทยได้สองสามปี ก็อพยพมาลงหลักปักฐานและก็มาสุดทางที่ด่านซ้าย
.
.
.

ผ่านร้อน ผ่านหนาว มาหลายปี
บางที.. ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเด็กที่ยังไม่(อยาก)โต
ประมาณว่า สังขารเปลี่ยนไป..แต่ใจไม่เคยเปลี่ยน

ชีวิตที่ผ่านมาก็ดีครับ มีทั้งสุข สมหวัง คลุกเคล้ากันไป มีทั้งสิ่งที่สำเร็จและล้มเหลว

ยังมีความฝัน มีจินตนาการ มีอะไรหลายอย่างเหลือเกิน ที่อยากทำ ในปีที่ 44

วันอาทิตย์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2556

อย่าคบคนพาล..

สมัยเด็กๆ..

ผมได้ยินได้ฟังคำสอนจากผู้ใหญ่ว่า "คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล.."
แม้จะไม่เข้าใจอย่างถูกต้องนัก แต่ก็แจ่มชัดว่าสอนให้เลือกคบคนดี..

โลกในวัยเด็กของผม..
คนดี กับคนไม่ดีแยกกันชัด ไม่แปลกที่เด็กๆโตขึ้นมาอยากเป็นแพทย์ พยาบาล ทหาร ตำรวจ
เพราะอยากทำดีเพื่อคนอื่น..
ไม่มีเด็กคนไหนอยากเป็นคนไม่ดี เป็นนักเลงหัวไม้ หรือโตขึ้นไปเป็นโจรจ่าย 500..แล้วเดินเข้าสภา
ซึ่งนั่นก็เป็นความเข้าใจที่แยกแยะระหว่างคนพาลกับบัณฑิตอย่างง่าย
แบบเด็กๆ..

เมื่อโตขึ้น..
ผมเริ่มเรียนรู้ว่า การจะดูว่าใครเป็นคนพาล หรือใครเป็นบัณฑิต
ต้องใช้ความศรัทธา ความเชื่อ และต้องกำกับด้วยปัญญาเสมอ

มงคลชีวิต 38 ประการ
ข้อหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า "อย่าคบคนพาล"
คำว่า “พาล”
ที่มีแปลว่า “ตัดประโยชน์ตน ตัดประโยชน์ผู้อื่น”
แปลว่า “โง่” ก็ได้
แปลว่า “อ่อน” ก็ได้
แปลว่า “หนา” ก็ได้

คนพาลจึงมีลักษณะพฤติกรรมที่เห็นชัดๆ คือ
 “คิดแต่เรื่องที่ไม่ดี”
 “พูดแต่คำที่ไม่ดี”
 “ทำแต่กรรมที่ไม่ดี”

ทุกวันนี้..
"คนพาล" ไม่ได้มาในมาดที่เราคุ้นเคยกับแบบเด็กๆ
เดี๋ยวนี้คนพาล มาในคราบของบัณฑิต นักวิชาการ
บางครั้งแฝงตัวอยู่ในอาชีพทหาร ตำรวจ สส. สว. รัฐมนตรี หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรี
ซึ่งหากดูผิวเผินอาจแยก "คนพาล" กับ "บัณฑิต" ได้ยากมาก

เพราะถ้าใช้เพียงความเชื่อเขาเล่า ตามที่เขาแชร์กันมา
หรือศรัทธาเพียงเพราะลมปาก รูปลักษณ์ที่หล่อ รวย สวย พูดไพเราะ..
ก็จะกลายเป็นความหลงไหลแบบโง่งมงาย..

แต่ถ้าใช้ปัญญากำกับ..
จะเห็นได้ชัดว่า..
บัณฑิตเทียมเหล่านี้..
คิดแต่เพียงผลประโยชน์ตนเอง..และพวกพ้อง โกงกินชาติ
และคนแวดล้อมก็มักจะแสดงพฤติกรรมเถื่อน ถ่อย บ้าอำนาจ.. สั่งคนเผาบ้านเผาเมืองได้
เพื่อให้ตนเอง และพรรคพวกได้อำนาจ โดยอ้างคำพูดสวยหรูว่ามาตามระบอบประชาธิปไตย..
แถมเอาคนโง่.. มาเป็นผู้นำได้อย่างไม่สนใจใคร

พวกนี้ชอบอ้าง มาตามระบอบประชาธิปไตยอย่างถูกต้อง..
ปากก็พร่ำแต่คำว่าประชาธิปไตย แต่ทำลายคนเห็นต่างทุกวิธี
คำพูดสวยหรู ดูมีอุดมการณ์ ..เหล่านี้
จึงหลอกได้เพียงคนที่มีความเชื่่อ ความศรัทธาเท่านั้น..

แต่สำหรับคนที่ใช้ปัญญากำกับ เขาจะแยกได้ชัดว่า นี่มัน "พาลตัวพ่อจริงๆ"







วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

The 12 year old girl that silenced...the world for 6 minutes!



สวัสดีค่ะ
ดิฉันเซเวอร์น ซูซูกิ ตัวแทนจาก ECO องค์กรเด็กพิทักษ์สิ่งแวดล้อม พวกเราคือกลุ่มเด็ก อายุ 12-13 ปี ที่พยายามจะสร้างความแตกต่าง วาเนสซ่า ซัทตี้, มอร์แกน ไกส์เลอร์, มิเชล เควก และตัวดิฉัน เราทุ่มเทเงินทั้งหมดของเราเพื่อมาที่นี่ด้วยตัวเอง นั่งเครื่องบินมากว่า 5,000 ไมล์เพื่อมาบอกว่าพวกคุณควรเปลี่ยนแนวทางที่เป็นอยู่ 

ที่ฉันขึ้นมาพูดวันนี้ ฉันไม่ได้ต้องการผลประโยชน์กับตัวดิฉันทั้งสิ้น ฉันจะมาต่อสู้เพื่ออนาคตของดิฉัน สูญเสียอนาคต มันไม่เหมือนกับการแพ้การเลือกตั้ง หรือเสียหุ้นบางจุดในตลาดหุ้น ฉันมาพูดที่นี่ก็เพื่อลูกหลานรุ่นต่อๆไปของเรา ฉันมาที่นี่เพื่อพูดแทนเด็กๆที่ยากลำบากทั่วโลกที่ต้องร้องไห้โหยหวน และเจ็บปวด ฉันมาพูดแทนสัตว์นับไม่ถ้วนที่ตายไปทั่วโลกเพราะพวกมันไม่มีที่จะให้ไปแล้ว 

ฉันกลัวที่จะออกไปสู้กับพระอาทิตย์แล้วตอนนี้
เพราะว่ามันมีช่องโหว่ในชั้นโอโซนของเรา
ฉันกลัวที่จะสูดอากาศ
เพราะฉันไม่รู้ว่ามีสารเคมีอะไรปนอยู่บ้าง
ฉันเคยไปตกปลาที่รัฐแวนคูเวอร์ บ้านของฉันกับพ่อ จนกระทั่งไม่กี่ปีมานี้ เราเจอปลาที่เต็มไปด้วยโรคมะเร็งนานาชนิด 
และตอนนี้เราก็ต่างรู้ว่า ทั้งสัตว์และพืชต่างกำลังจะสูญพันธ์อยู่ทุกวัน และกำลังจะสูญหายไปตลอดกาล 

ทั้งชีวิตของฉัน ฉันใฝ่ฝ้นอยากจะเห็นฝูงสัตว์ป่ามหึมา, ป่าไม้และป่าดงดิบที่เต็มไปด้วยนกและผีเสื้อ 
แต่ตอนนี้ฉันสงสัยว่า พวกมันจะอยู่ถึงให้รุ่นลูกหลานของฉันได้เห็นหรือไม่ 

พวกคุณเคยต้องกลุ้มเรื่องพวกนี้ตอนอายุเท่าฉันไหมหละ ทั้งหมดกำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเรา เพราะเรากลับทำราวกับว่าเรามีเวลาเหลือเฟือที่จะหาทางแก้ไขได้ทัน

ฉันเป็นแค่เด็ก และฉันก็ไม่มีทางแก้ไขได้ทุกสิ่งหรอก 
แต่..ฉันอยากให้พวกคุณรู้ว่า พวกคุณก็ไม่มีเหมือนกัน 
พวกคุณไม่รู้วิธีซ่อมช่องโหว่ในชั้นโอโซนเรา 
พวกคุณไม่รู้วิธีพาปลาแซลมอนออกจากน้ำเน่า 
พวกคุณไม่รู้วิธีชุบชีวิตสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว 
และพวกคุณไม่สามารถชุบชีวิตผืนป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์ซึ่งตอนนี้กลายเป็นทะเลทรายไปแล้ว 

ถ้าพวกคุณไม่รู้วิธีซ่อมมัน ก็ได้โปรด หยุดทำลายมันเถิด ณ ตอนนี้ 
คุณคือตัวแทนของรัฐบาลประเทศของคุณ นักธุรกิจ ผู้จัดการ นักข่าว นักการเมือง แต่จริงๆแล้วพ่อและแม่ของคุณ พี่น้องของคุณ ลุงป้าน้าอาของคุณ และพวกคุณทั้งหลาย ก็คือลูกกันทั้งนั้น 

ฉันเป็นแค่เด็ก แต่ฉันรู้ว่าเราคือครอบครัวใหญ่ถึง 5 พันล้านชีวิต แต่แท้ที่จริงแล้วมีถึง 30 ล้านสายพันธุ์ต่างหาก พรมแดน และรัฐบาลไม่มีทางแบ่งแยกเราได้ 

ฉันเป็นเพียงแค่เด็ก ที่รู้ว่าเรากำลังเผชิญสิ่งนี้ร่วมกัน และควรเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อเป้าหมายเดียว ตอนฉันโกรธ ฉันก็ยังไม่ตาบอด และตอนฉันกลัว ฉันก็ไม่เกรงกลัวที่จะบอกให้โลกรู้ว่าฉันรู้สึกอย่างไร 

ในประเทศของฉัน เราสร้างทางเลือกเยอะเกินไป 
เราซื้อแล้วก็ทิ้ง ซื้อแล้วก็ทิ้ง 
และแถมประเทศทางเหนือก็ไม่แบ่งปันให้กับผู้ด้อยโอกาส 

แม้ว่าเราจะมีมากเกินพอแล้ว เราไม่กล้าที่จะแบ่ง เราไม่กล้าที่จะแบ่งความรวยให้คนอื่นบ้าง ในแคนาดา เรามีชีวิตที่ครบครัน เรามีอาหาร, น้ำและที่อยู่อาศัยมากมาย เรามีนาฬิกาข้อมือ จักรยาน คอมพิวเตอร์ และทีวี ไม่กี่วันก็เบื่อ 

สองวันก่อน ที่บราซิลนี้แหละ เราถึงกับต้องช็อค เมื่อเห็นเด็กบางคนต้องใช้ชีวิตอยู่ข้างถนน และนี้คือสิ่งที่เด็กคนหนึ่งบอกกับฉัน 
หนูหวังว่าหนูจะรวย และถ้าหนูรวยจริง 
หนูจะให้อาหาร, เสื้อผ้า, ยา, ที่อยู่ และความรักความห่วงใยให้กับเด็กข้างถนนทั้งหมด 
ถ้าขนาดเด็กข้างถนนที่ไม่มีอะไรเลย ยังอยากที่จะแบ่งปัน แล้วทำไมเราผู้ซึ่งมีทุกสิ่ง กลับยังโลภกันได้เช่นนี้ ฉันหยุดคิดไม่ได้ ว่านี้ คื่อ เด็กในวัยเดียวกับฉัน ที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่เกิด ซึ่งฉันก็สามารถเป็นเด็กพวกนั้นที่อาศัยอยู่ที่ฟาเวลวัส ริโอ ได้เช่นกัน 

ฉันสามารถเป็นเด็กอดอยากที่โซมาเลียได้ หรือเป็นเหยื่อของสงครามที่ตะวันออกกลางก็ได้ 
หรือขอทานในอินเดีย ฉันเป็นเพียงเด็กที่รู้ว่าเงินทุนสงคราม ควรจะนำมาใช้ตอบคำถามเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และจัดหาที่อยู่อาศัย 

โลกมันจะน่าอยู่ขึ้นมากแค่ไหน 
คุณลองนึกดู ที่โรงเรียน แม้แต่อนุบาล
คุณสอนให้เราปฏิบัติยังไงต่อโลก 
คุณสอนให้เราห้ามเล่นกับคนอื่น สอนให้คิด 
สอนให้เคารพคนอื่น สอนให้เก็บกวาดสิ่งที่ทำ 
สอนว่าห้ามทำร้ายสิ่งมีชีวิตอื่น ให้แบ่ง อย่าเป็นคนงก 
แล้วทำไมคุณถึงทำสิ่งที่คุณห้ามไม่ให้เราทำล่ะ 

จงตะหนักว่าทำไมคุณถึงเข้าร่วมประชุมที่นี่ 
คุณทำไปเพื่อใคร เราคือลูกหลานของคุณ 
คุณเป็นคนตัดสินว่า คุณอยากอยู่บนโลกแบบไหนในอนาคต
พ่อแม่ควรจะปลอบใจลูกด้วยการพูดว่า ทุกอย่างจะต้องดีขึ้น โลกยังไม่แตกซักหน่อย พ่อกับแม่ทำดีที่สุดแล้ว แต่ฉันว่า พวกคุณคงจะพูดอย่างนั้นกับเราไม่ได้แล้วล่ะ เด็กอย่างพวกเราเคยสำคัญกับพวกคุณบ้างไหม พ่อของฉันบอกเสมอว่า ลูกคือสิ่งที่ลูกทำ ไม่ใช่สิ่งที่ลูกพูด ก็นั่นแหละ สิ่งที่พวกคุณทำ ทำให้พวกเขาร้องไห้ทุกกลางคืน คุณออกไปพูดว่าคุณรักเรา 
แต่ฉันขอท้าคุณเลย ขอเถอะ ช่วยทำอะไรให้สมกับคำพูดหน่อย ขอบคุณค่ะ

The girl who silenced the world for 6 minutes by Severn Cullis-Suzuki

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ที่นั่ง..

นี่เธอ.. 
ร้องไห้ไปมันก็เท่านั้น
ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกนะเธอ

จะมามัวโศกเศร้า เสียใจ..ไปทำไม
น้ำตา ไม่ช่วยให้มีอะไรดีขึ้นมาสักหน่อย.. 

โลกทุกวันนี้..

ไม่มีที่ยืนสำหรับคนอ่อนแอหรอกนะ 









 อืม.. คงจริงอย่างเธอว่า 
 แต่.. 
 จะว่าไป ก็ยังโชคดี..นะ 
 ที่โลกนี้.. 
 ยังพอมี.. 
 ที่นั่งเหลืออยู่บ้าง.. 
 ฉันว่า.. 
 เรา.. 
 มานั่งพักกันก่อนเถอะ 
 แบ่งๆ กันนั่ง 
ก็คงพอนะ.. 
 เธอว่าไหม๊




ความผิดพลาดเล็กๆ(ที่ยิ่งใหญ่)

ผมพาครอบครัวออกไปทานข้าวนอกบ้าน..
ฉลองกันเนื่องในโอกาสที่ ลูกชาย ฯคณะฯ ท่านได้กลับมากลับมาติดยศอีกครั้ง..
น่าปลื้มใจแทนจริงๆ..
ว่าจะไม่แขวะการเมืองแล้วเชียวน๊า..
อดไม่ได้ สงสัยหมาในปากขาดสารอาหาร พาลกัดคนอื่นไปทั่ว แง่มๆๆ.. 

วันนี้พาครอบครัวไปกินข้าวนอกบ้าน ร้านปลาเผาเจ้าอร่อย
ที่จริง.. เรื่องของเรื่องก็ไม่มีอะไร บรรยากาศ รสชาติอาหารทุกอย่าง ก็ลงตัว
สนนราคาก็ไม่สูงจนเกินในยามข้าวยากน้ำมันแพง อย่างนี้ ..
ราคาเบาๆ แต่หนักท้อง 

ระหว่างที่ผมกับคุณภรรเมียกำลังเมามันส์กับการแทะปลา
เราก็ปล่อยให้เด็กวิ่งเล่นกับเด็กๆแถวนั้น อีก 2-3 คน เด็กๆ ดูจะคุยกันถูกคอ
ได้ยินเสียงหัวร่อกันอย่างหนุกหนาน..
จนได้เวลาเช็คบิลกลับบ้าน น้องนันท์ลูกชายคนเล็กของผม
ดูมีท่าทีแปลกๆ มีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกง
ผมขอดูแกก็ไม่ยอมให้ดู เลยไม่ได้สนใจจะซักอะไรต่อ
รีบพากันกลับบ้าน เพราะฝนฟ้าดูไม่เป็นใจ...
ผมจำไม่ได้ซะด้วยว่าเคยสาบดสาบานไว้กี่ครั้ง .. 

กลับมาถึงบ้านทำโน้น ทำนี่ไปเรื่อย..
ได้ยินเสียงเจ้าลูกชายคนโต กับเจ้าคนเล็กส่งเสียงกันเอะอะ
ผมจึงส่งคุณภรรยาเข้าไปไกล่เกลี่ย สงบศึก..

แต่พอผมออกมาดู..
ปรากฏว่าเจ้าลูกชายคนเล็กกำลังซบหน้า ทำตาปริบๆ กับอกแม่ ไม่ยอมขยับไปไหน..
ผมเลยสอบถามว่าเป็นอะไร แกก็ไม่ยอมตอบ..
คุณภรรยาเลยบอกว่า ลูกชายเอาของเล่นจากที่ร้านมาโดยไม่ บอกใคร
ภาษาที่ฟังง่ายๆ คือ ขโมยนั่นแหละครับ
ถือเป็นความผิดพลาดโดยสุจริต... 
ของเล่นเป็นเพียงเครื่องบินทหารลำเล็กๆ เท่านั้น..
ซึ่งเจ้าลูกชายคนโตมันเห็น จับได้ เลยส่งฟ้องแม่ทันที.. 
จริงๆ ศาลแม่ก็ยังไม่ทันได้พูดอะไร
เพียงแต่ถามว่าลูกเอามาจากไหน ของใครเท่านั้น..
ต่อมสำนึกของลูกชายคนเล็กมันก็เริ่มทำงาน
ถึงความผิดพลาดอันใหญ่หลวง รู้สึกอับอายที่ถูกจับได้..
เราคงสอนให้ลูกหน้าบางเกินไป..กับเรื่องอย่างนี้

ผมบอกลูกว่า มันไม่ใช่ของๆเรา ควรเอาไปคืนนะลูก
แล้วถามต่อว่า อยากเอาไปคืนวันนี้เลยดีไหม๊ พ่อจะพาไป..
เจ้าตัวเล็ก ผมพยักหน้าพร้อมโผเข้ามาขี่หลัง..
เราสองคนพ่อลูกเดินทางกลับไปยังร้านอาหารอีกครั้ง.. 

"พ่อ..ตอนเอาไปคืน เจ๋งรออยู่ในรถได้ไหม๊ เจ๋งไม่ได้เอา รองเท้ามา.." แกต่อรองขณะอยู่ในรถ 
"ไม่เป็นไรหรอกลูก ไม่มีใครว่าอะไรหรอก เดี๋ยวเจ๋งขี่หลังพ่อ ไปก็ได้.." ผมตอบยืนยันให้แกมั่นใจ

การส่งมอบคืนของเล่นชิ้นเล็กๆที่ไม่สำคัญ
แต่กลับยิ่งใหญ่เหมือนดั่งมหกรรมวิ่งส่งไฟคบเพลิงโอลิมปิก ก็ไม่ปาน 
ภาพสโลโมชั่นที่ผมกำลังวิ่งเหยาะๆ โดยมีลูกชายขี่หลัง
พร้อมกับยื่นของเล่นไปข้างหน้า ส่งมอบให้ถึงมือเจ้าของเดิม
ก่อนจะจากกันด้วยรอยยิ้มและคำขอบคุณ.. 

หวังว่าความผิดพลาดเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้..
จะเป็นบทเรียนสอนใจที่ดีให้ลูกได้จำไว้..
 ของอะไรที่ไม่ใช่ของเรา ไม่ควรเอา.. 
ทำผิดก็ยอมรับผิดเถอะ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย.. แต่เป็นความกล้าหาญ 

เสียงปืน กับเสียงประทัด ต่างกันนะลูก..ฟังให้ดีๆ 
โตขึ้น ไปเที่ยวพับ เที่ยวบาร์ โดนใครเหยียบตีน หรือมองหน้า..
อย่าไปถามเขานะว่า "รู้หรือเปล่าว่ากรูลูกใคร"..
เพราะถ้าลูกไม่รู้จริงๆ พ่อคิดว่าให้ลูกไปถามไอ้ปื้ดดีกว่า 
ไอ้ปื้ดมันน่าจะรู้..

และให้เชื่อคำโบร่ำโบราณว่าไว้ "
คนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้"
เพราะคนดีส่วนใหญ่จะโดนถ่วงให้จมน้ำตาย ไม่ไหลไปไหน

แต่ถึงกระนั้น.. 

เราหยุดทำความดีไม่ได้นะลูก
เพราะคนเลวเขายังแข่งขันกันทำความเลวได้ทุกวัน

ความเศร้าของหอยทาก


เคยอ่านนิทานเรื่อง
"ความเศร้าของหอยทากน้อย" 
เขียนโดย นีมิ นันคิชิ ... 
ซึ่งประพันธ์ไว้เมื่อปี พ.ศ.2478 หรือ 70 กว่าปีที่แล้ว

นิทานเก่าแก่ของชาวญี่ปุ่น.. 
ที่มีเนื้อหาเรียบง่าย และไม่ได้แฝงไว้ด้วยความหมายอะไรที่ลึกซึ้ง 
แต่น่าสนใจ 


เรื่องมีอยู่ว่า.. 

วันหนึ่ง.. 
หอยทากตัวหนึ่งเกิดรู้สึกขึ้นมาว่า
เปลือกหอยบนหลังของ ตัวเองเต็มไปด้วยความเศร้า 
มันจึงไปหาเพื่อน.. 
เล่าเรื่องความทุกข์ที่ตนแบกอยู่ให้ฟัง.. 
และรำพึงรำพันว่า.. 
คงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว 

เพื่อนหอยทากได้ยิน 
จึงตอบว่า.. "ไม่ใช่มีแต่เธอเท่านั้นหรอกนะ เปลือกหอยบนหลังของฉัน
ก็เต็มไปด้วยความเศร้าเหมือนกัน.." 

เจ้าหอยทากน้อยได้ยินดังนั้น
จึงจากไปหาเพื่อนอีกตัวหนึ่ง แล้วก็เล่าเรื่องเดิมให้ฟัง.. 
แต่..
ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนตัวไหนก็ให้คำตอบเหมือนกันหมด 
จนในที่สุด เจ้าหอยทากจึงเข้าใจว่า.. 
ใครๆ ก็มีความเศร้าเหมือนกันหมด ไม่ได้มีเฉพาะตัวเองเท่านั้น "
เราจะต้องอดทนแบกรับความเศร้าต่อไป.." 

เรื่องนี้จบลง.. เมื่อเจ้าหอยทากเลิกฟูมฟายกับความเศร้าของมัน
ผมเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้เด็กๆ ฟัง 
สิ่งที่ถูกถามกลับมาอย่างน่าสนใจ คือ.. .. 

"แล้วความเศร้ามันเป็นยังไง?" 

 "ความเศร้า มันคงหนักมาก".. .. ... 

เด็กๆ คงยังไม่รู้จักความเศร้าโศก .. 
หรืออาจจะยังไม่เข้าใจถึงอารมณ์ความฟูมฟาย ... 
ของเจ้าหอยทากน้อยที่ต้องคอยแบกความเศร้าในเปลือกหอย ... 
สิ่งที่ผมชอบใจกับวิธีคิดของเด็กๆ 
คือ ประโยคเด็ดที่ว่า... 
ก็แค่เลิกคิด ก็เลิกเศร้า อ่า ง่าย ดีจัง ... 

ว่าแล้วก็ไปนั่งเล่นกันต่ออย่างหนุกหนาน..


วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ฉันคือ..หุ่นยนต์

CRT2004 Model 25470625

สวัสดีครับ ผมคือ CRT2004Model 25470625 ผมขออธิบายถึงที่มาของผม ผมถูกโปรแกรมพื้นฐานเริ่มต้นให้เป็นหุ่นที่สุภาพปฏิบัติตามคำสั่ง และเริ่มเข้ารหัสโปรแกรมแรก คือ โปรแกรมอนุบาลหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นระบบคำสั่งที่ไม่ซับซ้อน โปรแกรมนี้จะทำให้ผมอ่านหนังสือได้เมื่อมีคำสั่งวาดรูป เข้านอนเมื่อมีคำสั่งผมจะเล่นจะทำการบ้านได้ก็ต่อเมื่อมีคำสั่ง หลังจากนั้นผมจะถูกส่งไปต่อที่โรงงานประถมสำหรับหุ่นยนต์ มีโปรแกรมพื้นที่ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สังคมซึ่งผมจะถูกกำหนดให้นั่งเงียบๆ เรียบร้อยในโรงงานพูดได้เมื่อถูกอนุญาตหรือถูกถามซึ่งผมต้องทำตาม และสุดท้ายของแต่ละช่วงโปรแกรมมีสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ การสอบ....

6 ปี ในโรงงานประถมสำหรับหุ่นยนต์ ผมจะถูกปรับปรุงและส่งต่อไปที่โรงงานมัธยมหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ผมจะต้องทำให้ดีที่สุด เพื่อที่จะผ่านไปสู่มหาวิทยาลัยหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นกระบวนการสุดท้ายที่จะทำให้ผมเป็นหุ่นยนต์ที่สมบูรณ์แบบ มีข้อมูลงาน การอ่าน ท่องจำ การแข่งขันมากมายที่ถูกป้อนในหน่วยความจำของผมมีการทดสอบเป็นพันๆ ครั้ง การใช้โปรแกรมเสริมพิเศษทางด้านกีฬา ดนตรี และโปรแกรมติวเข้มอย่างหนัก ซึ่งทำให้ผมได้ผ่านไปยังจุดหมายที่กำหนดไว้ได้......

ปัจจุบันผมกำลังจบจากมหาวิทยาลัยหุ่นยนต์ โรงงานแห่งการกำหนดโปรแกรมขึ้นสูงสุด ที่ผมต้องใช้พลังงานทั้งหมดในการสะสมข้อมูล ความจำเพื่อให้ผ่านการทดสอบและถูกส่งออกไปทำงานต่อไป

ในแต่ละรุ่นจะมีหุ่นยนต์ที่ผ่านกระบวนการผลิตมากมาย แม้จะมีหุ่นยนต์มากมายที่ผ่านการทดสอบเป็นหุ่นยนต์ที่สมบูรณ์แล้ว แต่พวกผมก็ยังมีความกังวล เนื่องจากระบบโปรแกรมที่ผ่านมาทำให้ผมกลัวการ กระทำที่แตกต่างจากคำสั่ง ผมกลัวต่อความล้มเหลว เป็นปัญหาสำคัญของระบบที่ทำให้ผมและหุ่นยนต์ตัวอื่นๆ ทุกตัวไม่สามารถพัฒนาตัวเองไปจากคำสั่งพื้นฐานปกติได้

ในอีก 5ปีข้างหน้า จะมีหุ่นยนต์รุ่นใหม่ๆ ผลิตออกมาอีกมากมายที่ถูกสร้างตามแนวทางและโปรแกรมแบบเดียวกัน แต่มีความเข้มงวดต่อกระบวนการผลิตมากขึ้นอีก

ทุกวันนี้ความวิตกกังวลและความกลัวของผมลดลงไปมาก ผมยังหวังว่า สักวันผมจะมีการพัฒนาตัวเองในการหาแนวทางใหม่ๆที่นอกเหนือโปรแกรมคำสั่งเดิมๆ ผมคิดว่าผมจะพัฒนาตัวเองไปเป็น "มนุษย์ที่สมบูรณ์" ได้บ้าง